:::

หมอฉุกเฉินของภาพวาด ไล่จื้อหาว ช่างซ่อมแซมภาพวาดสีน้ำมัน

หมอฉุกเฉินของภาพวาด ไล่จื้อหาว ช่างซ่อมแซมภาพวาดสีน้ำมัน

 

"เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานของยุโรปที่มีอายุยาวนานถึง 3-4 ร้อยปีแล้ว ผลงานภาพวาดสีน้ำมันของไต้หวันถือว่ายังมีอายุน้อยมาก คุณหมอที่ดูแลเด็กๆ หรือทารกแรกเกิดจึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ" คุณไล่จื้อหาว (賴志豪) ได้เปรียบเทียบช่างซ่อมว่าเป็นเหมือนคุณหมอ โดยผลงานที่ต้องซ่อมแซมก็เปรียบเสมือนผู้ป่วย ชิ้นงานเหล่านี้คือผู้ป่วยที่พูดไม่ได้ จึงต้องตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้ให้ยาที่ถูกกับโรค และนี่ก็คือความรับผิดชอบของช่างซ่อมงานศิลปะ

 

อิตาลีจ๋า มาถูกที่แล้ว

ไล่จื้อหาวสำเร็จการศึกษาจาก Istituto per l`arte e il restauro, Palazzo Spinelli ในเมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลี และได้เข้าฝึกงานที่ S. Felice degli Artigianelli เป็นเวลาปีเศษ ก่อนจะเดินทางกลับมาไต้หวันได้ 7 ปีกว่าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เจ้าตัวได้เรียนรู้จากช่วงชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ ทั้งความรู้และประสบการณ์ต่างๆ สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการทำงานซ่อมแซมงานศิลปะของเขา อีกทั้งความพยายามที่จะผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับการซ่อมแซม เพื่อให้สังคมไต้หวันมีความรู้และความเข้าใจต่อการซ่อมแซมงานศิลปะต่างๆ อย่างถูกต้อง

อิตาลีจ๋า มาถูกที่แล้ว

เดือนพฤศจิกายน 1966 ฝนที่ตกกระหน่ำติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ทำให้น้ำในแม่น้ำอาโน่ (Arno) ในเมืองฟลอเรนซ์ล้นเอ่อจนท่วมไปทุกมุมเมือง ส่งผลให้งานศิลปะล้ำค่าและมรดกทางวัฒนธรรมจำนวนนับไม่ถ้วนภายในเมืองที่ถือเป็นศูนย์กลางของศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ยุคเรอแนซ็องส์) แห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และหลังจากที่น้ำลดลงแล้ว เหล่าอาสาสมัครจากที่ต่างๆ ได้เดินทางมารวมตัวกันเพื่อซ่อมแซมงานศิลปะภายในเมือง ประสบการณ์ในการซ่อมแซมล้ำค่าที่สั่งสมมานี้ ส่งผลให้ฟลอเรนซ์กลายเป็นมาเป็นฐานที่มั่นสำคัญของหน่วยงานด้านการเรียนรู้การเก็บรักษาชิ้นงานและสถาบันซ่อมแซมงานศิลปะ

หลังจากการขึ้นสีด้วยเทคนิค แบบ tratteggio แล้ว ในรูป คือภาพที่เกิดขึ้นจากการมอง ในระยะไกลหลังจากการขึ้นสีด้วยเทคนิค แบบ tratteggio แล้ว ในรูป คือภาพที่เกิดขึ้นจากการมอง ในระยะไกล

ไล่จื้อหาวยังจำได้ดีว่า สิ่งที่ตั้งอยู่บริเวณสองข้างของห้องเรียนในคาบเรียนแรกของเขาที่ Istitutto per l'arte e il restauro Palazzo Spinelli คือภาพวาดอายุมากกว่า 200 ปี ที่กำลังรอการซ่อมแซม ในตอนนั้นเขาคิดในใจว่า ìเรามาถูกที่แล้วî

สิ่งที่เป็นกังวลที่สุดในการเรียนงานซ่อมแซมคือไม่มีตัวอย่างให้ใช้ในการเรียนรู้เลย ยังมีงานศิลปะที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนั้นเป็นจำนวนมากที่ยังรอการซ่อมแซมอยู่ เห็นได้ชัดว่าความต้องการช่างซ่อมแซมของที่นี่ ทำให้ผู้ที่มาเรียนรู้สามารถเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่

ที่อิตาลี ไล่จื้อหาวได้มีโอกาสพบเห็นจิตวิญญาณแห่งการซ่อมแซมอยู่ทุกหัวระแหง เขาเคยสังเกตเห็นว่า มีภาพวาดบนผนังที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ถูกใส่กรอบและล็อคเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้นกหรือนักท่องเที่ยวมาสัมผัสจนได้รับความเสียหาย ในคริสตจักรก็มักจะเห็นชิ้นงานที่ได้รับความเสียหายถูกปิดด้วยกระดาษสีขาวเอาไว้ ซึ่งไล่จื้อหาวอธิบายให้ฟังว่า นั่นคือวิธีชั่วคราวที่จะหยุดยั้งมิให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ กระดาษขาวจะถูกทาด้วยน้ำยาซึ่งจะช่วยให้สีที่กำลังจะลอก ไม่หลุดออกมาอีก

ที่อิตาลี เราจะสามารถพบเห็นงานศิลปะและการซ่อมแซมได้ตลอดเวลา ไล่จื้อหาวเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่ตัดสินใจมาร่ำเรียนวิชาซ่อมแซมงานศิลปะที่อิตาลีว่า แม้จะไม่สามารถเรียนรู้จนสำเร็จ แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีโอกาสได้มาชื่นชมผลงานของศิลปินระดับบรมครูแห่งยุคเรอแนซ็องส์ ถือเป็นการทำตามความใฝ่ฝันอย่างหนึ่ง 

สิ่งสำคัญของการซ่อมแซม

ขั้นตอนการซ่อมแซมประกอบไปด้วย ตรวจ ทำความสะอาด แต่งผิว และแต่งสี แต่ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตามสภาพของชิ้นงาน

ช่างซ่อมแซมจะต้องทำความเข้าใจกับความเสียหายของภาพอย่างละเอียด และมีการนำตัวอย่างมาวิเคราะห์ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำยาที่จะนำมาใช้สามารถเข้ากันได้ และไม่ทำให้ภาพเสียหาย การทำความสะอาดจะใช้ก้านสำลีชุบน้ำยาเช็ดไปบนผิวหน้าของภาพเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก และเป็นขั้นตอนที่ไม่อาจละเลยได้ หากพบว่าพื้นผิวของภาพวาดชำรุดหรือไม่เรียบ ก็ต้องทำการปรับแต่งให้เรียบร้อย และปรับแต่งโครงสร้างของพื้นผิวตามสภาพเส้นใยทั้งแนวตั้งและแนวนอนของผ้าใบ โดยจะต้องให้เส้นใยเชื่อมต่อกับเส้นเดิมที่มีอยู่อย่างเรียบร้อย จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการแต่งสี โดยใช้การแต้มหรือลงลายเส้นปรับแต่งภาพในส่วนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ได้ภาพวาดที่สวยงามและสมบูรณ์กลับคืนมา และทำซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลา จึงต้องใช้สมาธิในการทำงานและมีความอดทนและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็คือการทำงานในชีวิตประจำวันของเหล่าช่างซ่อมแซมภาพวาด

หลังจากที่ไล่จื้อหาวทำความ สะอาดภาพวาดแล้ว พระเนตร ของพระแม่มารีย์ในภาพวาด ก็กลับเปล่งประกายดังเดิม (ภาพ: Jimmy Lin)หลังจากที่ไล่จื้อหาวทำความ สะอาดภาพวาดแล้ว พระเนตร ของพระแม่มารีย์ในภาพวาด ก็กลับเปล่งประกายดังเดิม (ภาพ: Jimmy Lin)

ไล่จื้อหาวซึ่งเรียนการวาดภาพมาตั้งแต่เด็กและเคยวาดภาพสีน้ำมันมาก่อน ทำให้สามารถเรียนรู้การทำงานนี้ได้อย่างรวดเร็ว

คุณไล่อธิบายกับเราว่า ประสบการณ์สิบกว่าปีในการวาดภาพสีน้ำมัน ทำให้เขาสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วถึงสิ่งที่จิตรกรต้องการสื่อ รวมถึงเทคนิคและสีที่ใช้ในการวาด ยกตัวอย่างเช่น จิตรกรในสมัยก่อน ไม่มีสีให้เลือกใช้ได้หลากหลายเหมือนในปัจจุบัน หากต้องการจะวาดสีม่วง ก็จะใช้วิธีการลงสีน้ำเงินก่อน จากนั้นค่อยลงสีแดงใสทับลงไป เมื่อสีทั้งสองทับซ้อนกัน ก็จะเกิดเป็นสีม่วงขึ้น การลงสีแบบนี้เรียกว่าการ ìเคลือบผิวî ที่ใช้สีหลายสีมาระบายทับซ้อนกันโดยใช้เนื้อสีแบบใสที่มองผ่านได้จนเกิดเป็นสีใหม่ขึ้นมา ซึ่งการที่ไล่จื้อหาวเคยวาดภาพสีน้ำมันมาก่อน จึงเข้าใจได้ถึงเทคนิคการวาดและผลลัพธ์ที่จะตามมาได้เป็นอย่างดี เขาจึงใช้เทคนิคแบบเดียวกันในการซ่อมแซมภาพวาด เพื่อให้ดูแล้วเป็นธรรมชาติมากที่สุด

การใช้ลายเส้นในการซ่อมแซมภาพวาดในบริเวณกว้าง หรือการแต่งเติมสี ก็เป็นอะไรที่ไม่เกินความสามารถของไล่จื้อหาว เทคนิคการซ่อมแบบลายเส้นเป็นการแต่งสีซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเป็นการลงลายเส้นเฉพาะในจุดที่เสียหาย เพื่อต่อเติมให้ลวดลายในภาพสมบูรณ์โดยไม่มีการวาดทับลงไปบนส่วนที่เป็นภาพเดิม ซึ่งนอกจากจะทำให้สามารถแบ่งแยกลายเส้นบนภาพวาดว่าอันใดเป็นของเดิมแล้ว ยังช่วยทำให้ภาพดูสมบูรณ์ขึ้น แน่นอนว่าการซ่อมแซมภาพวาดแบบนี้จะเสียทั้งเวลา สมาธิ และพละกำลังเป็นอย่างมาก แต่ก็ถือเป็นบททดสอบฝีมือของช่างซ่อมแซมได้เป็นอย่างดี ซึ่งไล่จื้อหาวก็สามารถทำได้และในเวลาอันรวดเร็วด้วย จนทำให้ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมากจากสตูดิโอที่รับซ่อมแซม และมักจะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญอยู่เป็นประจำ

ในบางครั้ง การซ่อมแซมก็อาจจะช่วยให้สามารถค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของภาพๆ หนึ่งได้เลยทีเดียว ซึ่งไล่จื้อหาวเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์จริงที่ยากจะลืมเลือนของตัวเองเมื่อครั้งยังทำงานอยู่ที่อิตาลี โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังทำความสะอาดภาพวาดของพระเยซูคริสต์ เขาค้นพบว่าที่ชั้นด้านล่างของภาพ อาจมีมงกุฎหนามซ่อนอยู่ คาดว่าเป็นเพราะช่างซ่อมแซมคนก่อนหน้าได้กลบไปขณะทำการซ่อมแซม หลังจากค้นพบหลักฐานใหม่นี้ เจ้าของสตูดิโอรีบแจ้งให้ผู้ควบคุมงานซ่อมแซมทราบในทันที และทันทีที่ข่าวนี้กระจายออกไป แม้แต่พระคาร์ดินัลก็ยังเดินทางมาเยือนสตูดิโอเพื่อสอบถามถึงการค้นพบครั้งสำคัญนี้ และเนื่องจากการค้นพบดังกล่าว ทำให้ต้องมีการประชุมเพื่อเตรียมงานใหม่ทั้งหมด จนทำให้งานซ่อมแซมต้องหยุดชะงักไว้ก่อนชั่วคราว แต่ก็ทำให้ไล่จื้อหาวได้มีโอกาสพบเห็นถึงทัศนคติในการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความระมัดระวังในการซ่อมแซมชิ้นงานของชาวต่างชาติ

ภาพวาดก่อนการซ่อมแซมภาพวาดก่อนการซ่อมแซม

ก่อตั้งแนวคิดช่วยเหลือชิ้นงานแบบฉุกเฉิน

หลังจากกลับมาทำงานในไต้หวันแล้วก็พบว่า การทำงานซ่อมแซมชิ้นงานของที่นี่เป็นการทำงานแบบผิวเผินเท่านั้น ไล่จื้อหาวเคยพบว่า มีผลงานของจิตรกรรุ่นใหญ่หลายภาพมีร่องรอยของการถูกวาดทับ หรือปล่อยให้ชิ้นงานเสียหายโดยไม่คิดที่จะทำการซ่อมแซมอะไรเลย ซึ่งเขาเห็นว่า เราไม่อาจเพิกเฉยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ได้ เพราะเมื่อใดที่มันเกิดขึ้นมาแล้วไม่รีบแก้ไข ก็จะมีแต่เสียหายเพิ่มมากขึ้น รูปลักษณ์ดั้งเดิมของชิ้นงานก็จะสูญหายไป และไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาดีดังเดิม ไล่จื้อหาวได้แต่มองดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เขาย้ำว่าการเก็บรักษาสภาพดั้งเดิมของชิ้นงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเจ้าตัวเล่าให้ฟังอีกว่า เคยได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากประเทศมาเลเซีย เพราะสีในภาพหลุดลอกออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาได้บอกให้อีกฝ่ายพยายามเก็บชิ้นสีที่หลุดออกมาเอาไว้ให้มากที่สุด เมื่อเขาเดินทางไปถึงจึงได้นำสีที่ลอกออกมาเหล่านี้ค่อยๆ ติดกลับไปในที่เดิม และด้วยความที่ภาพวาดที่ทำการซ่อมแซมนี้สามารถเก็บรักษาสภาพดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของมันด้วย

แต่ในไต้หวันกลับไม่ค่อยมีแนวคิดในการช่วยเหลือฉุกเฉินแบบนี้ ทำให้พบเห็นชิ้นงานอันทรงคุณค่าที่ได้รับความเสียหาย แต่กลับถูกปล่อยไว้แบบนั้น โดยไม่มีใครคิดจะทำอะไรเลย ทุกคนคิดแต่เพียงว่ารอให้คุณหมอ (ช่างซ่อมแซม) มาก็ได้แล้ว แต่หลายครั้งที่เมื่อคุณหมอไปถึง คนไข้ก็ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เขาจึงเห็นว่า ไต้หวันมีความจำเป็นจะต้องมีแนวคิดเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือชิ้นงานแบบฉุกเฉิน เมื่อใดก็ตามที่พบว่าชิ้นงานได้รับความเสียหาย จะต้องเก็บรักษาชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นของเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างซ่อมแซมผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการต่อไป

ไล่จื้อหาวเข้าร่วมบรรยายในโครงการของ Uffizi Gallery โดยสอนให้ นักเรียนชั้นมัธยมปลายรู้จักงานของช่างซ่อมแซมไล่จื้อหาวเข้าร่วมบรรยายในโครงการของ Uffizi Gallery โดยสอนให้ นักเรียนชั้นมัธยมปลายรู้จักงานของช่างซ่อมแซม

จากการที่ช่างซ่อมแซมในไต้หวันยังมีจำนวนไม่มากนัก ดังนั้น นอกจากการซ่อมแซมภาพวาดสีน้ำมันแล้ว ไล่จื้อหาวยังได้เข้าร่วมงานซ่อมแซมชิ้นงานของวัดและศาลเจ้าหลายต่อหลายครั้ง เขาเคยใช้เทคนิค lo strappo ของอิตาลี ในการลอกภาพวาดที่อยู่บนกำแพงออกมาโดยไม่ต้องใช้วิธีตัดผนังแบบดั้งเดิม ซึ่งตัวเขาเองก็หวังว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์เหล่านี้กับเหล่าช่างพื้นบ้าน เพื่อให้มีการผสมผสานประสบการณ์ของทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน อันจะส่งผลให้สามารถช่วยกันเก็บรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไต้หวัน

ไล่จื้อหาวยังเล่าอีกว่า สาเหตุที่เขาตัดสินใจเรียนรู้การซ่อมแซมภาพวาดนั้น ก็มาจากการที่ภาพวาดของตัวเองได้รับความเสียหาย แต่ไม่รู้วิธีซ่อมแซม หลังจากเรียนรู้มาแล้ว กลับกลายเป็นว่า งานซ่อมแซมภาพวาดกลายเป็นงานหลักของเขาไปแล้ว "ทักษะการซ่อมแซมก็เหมือนกับมีด ที่ต้องถูกลับทุกวันจึงจะมีความคม จะว่าไปแล้วช่างซ่อมแซมก็คล้ายกับช่างผู้ชำนาญการที่จะต้องมีประสบการณ์ยาวนานจึงจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว กว่าจะกลายเป็นช่างมืออาชีพ จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างอดทนเป็นเวลานาน จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ไล่จื้อหาวบอกว่า เขายังต้องสั่งสมประสบการณ์อีกมากมาย กว่าจะก้าวขึ้นเป็นช่างซ่อมแซมในระดับแนวหน้าได้ แต่เขาก็ยินดีที่จะก้าวไปบนเส้นทางของการซ่อมแซมชิ้นงานในไต้หวัน เพื่อฝึกฝนฝีมือของตัวเองไปเรื่อยๆ และเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง