:::

เรียนภาษาจีน พลิกคุณภาพชีวิต นักศึกษาสาวชาวอาข่าแห่ง TCU กลับไปเป็นอาสาสมัครที่บ้านเกิด

เคอหนีชุน (แถวหลังกลาง) ร่วมกับอาจารย์ประจำภาควิชา และเพื่อนร่วมคณะฯ เดินทางกลับสู่บ้านเกิดของเคอหนีชุน เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสอนภาษาจีนให้กับเด็กและเยาวชนในโรงเรียนบ้านแม่คำ (ภาพจาก TCU)

เคอหนีชุน (แถวหลังกลาง) ร่วมกับอาจารย์ประจำภาควิชา และเพื่อนร่วมคณะฯ เดินทางกลับสู่บ้านเกิดของเคอหนีชุน เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสอนภาษาจีนให้กับเด็กและเยาวชนในโรงเรียนบ้านแม่คำ (ภาพจาก TCU)

TCU วันที่ 12 .. 62

 

เมื่อช่วงปิดภาคการศึกษาฤดูร้อนปีนี้ ระหว่างวันที่ 19 - 30 .ที่ผ่านมา นางสาวเคอหนีชุน นักศึกษาสาวบ้านปางขอน ที่มาจากพื้นที่เขตภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่เดินทางมาเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในคณะการพัฒนาเด็ก เยาวชนและครอบครัว มหาวิทยาลัยฉือจี้ (Tzu Chi University, TCU) ที่ไต้หวัน และศาสตราจารย์หลัวถิงอิง อาจารย์ประจำภาควิชา ได้นำเพื่อนนักศึกษาในคณะฯ คน เดินทางไปยังบ้านเกิดของเคอหนีชุน เพื่อสอนภาษาจีนให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังกลับสู่ TCU แล้ว ศ.หลัวฯ จะระดมกำลังนักศึกษา เพื่อก่อตั้งเป็นทีมอาสาสมัคร เดินทางไปสอนภาษาจีนให้กับเยาวชนบ้านแม่คำอีกครั้ง


 

เคอหนีชุนกล่าวว่า “การเรียนภาษาจีน สามารถช่วยพลิกชีวิตของเยาวชนในหมู่บ้านได้ ฉันคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีนักศึกษาเดินทางมาสอนภาษาจีน ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาบ้านแม่คำเพิ่มมากขึ้น”


 

โรงเรียนบ้านแม่คำตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางขอน อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายกว่า 32 กิโลเมตร โดยตั้งอยู่บนเขตภูเขา ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร และเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งเดียวในหมู่บ้าน ปัจจุบันแบ่งเป็น 10 ระดับชั้น มีครู คน และนักเรียน 169 คน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าอาข่าและชนเผ่าเหมียว เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่จำกัด ทำให้ครูในพื้นที่เขตภูเขาค่อนข้างขาดแคลน เคอหนีชุนเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนบ้านแม่คำ ในปีค.. 2003 (.. 2546) ผู้ใหญ่บ้านได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาจีน จึงได้ทำการรวบรวมผู้มีจิตกุศล ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนภาษาจีนแห่งนี้ขึ้น นายหลี่หมิงหย่า ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ มีความคิดที่จะสานต่อการศึกษาหลักสูตรภาษาจีน รวมถึงปลูกฝังจิตวิญญาณวิถีพุทธ ให้กับนักเรียนในโรงเรียนอย่างยั่งยืน

 

เคอหนีชุนกล่าวว่า “ในตอนนั้น ไม่ได้ชอบไปโรงเรียนมากนัก ไปเพียงเพราะอยากเล่นกับเพื่อนก็เท่านั้น” แต่การที่เคอหนีชุนมีทักษะด้านภาษาจีน ทำให้เธอมีโอกาสทำความรู้จักกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหมู่บ้าน ซึ่งนับว่าเป็นจุดพลิกผันของชีวิต โดยจะเห็นได้จาก การมีโอกาสได้ไปเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนสอนภาษาจีน ในมาเลเซีย และในปัจจุบัน ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิพุทธฉือจี้ เดินทางมาเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อที่ TCU


 

บ้านปางขอนเพาะปลูกกาแฟเป็นหลัก เนื่องจากในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากขึ้น จึงมีการจัดบรรยายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกิดขึ้น เคอหนีชุนคิดมาโดยตลอด ตั้งแต่เรียนปี ว่า ตนจะสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับบ้านเกิดของตัวเองได้บ้าง การได้เข้าศึกษาใน TCU ทำให้เคอหนีชุนได้รู้จักกับเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง เธอได้ใช้โอกาสนี้ ในการโปรโมทข้อมูลที่เกี่ยวกับบ้านเกิดของเธออย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด ในช่วงปิดภาคการศึกษาฤดูร้อนที่ผ่านมา ศ.หลัวฯ และเพื่อนร่วมคณะอีก คน ที่ประกอบด้วย หลันเซวียนหาน เฉินเจี๋ยโหลว และเฉินหวินเซวียน ได้ร่วมเดินทางไปเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนบ้านแม่คำ โดยโรงเรียนแห่งนี้มีครูชาวจีนแผ่นดินใหญ่ คน นอกนั้นล้วนเป็นครูชาวปางขอน ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนบ้านแม่คำทั้งสิ้น โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่มีอาสาสมัครชาวไต้หวัน เข้าให้บริการด้านการศึกษา ตั้งแต่โรงเรียนนี้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 16 ปี


 

ช่วงเวลาเรียนภาษาจีนของโรงเรียนบ้านแม่คำ คือ 17:00 – 21:00 เด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างรักในการเรียนภาษาจีนมาก ทุกเช้าเวลาประมาน 06:30 นักเรียนทุกคนจะรวมกลุ่มกันอ่านหนังสือเรียนภาษาจีน เมื่อถึงเวลา 07:00 .ทุกคนก็จะแยกย้ายกันกลับไปทานอาหารเช้าที่บ้านของตน จากนั้นก็จะไปเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนด้วยภาษาไทย พอตกเย็น ทุกคนก็จะเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนบ้านแม่คำ เพื่อเข้าเรียนภาษาจีนตั้งแต่เวลา 17:00 จนถึง 21:00 .


 

ในช่วงเวลา สัปดาห์ของหลักสูตรภาษาจีน เพื่อนร่วมคณะฯ ของเคอหนีชุน ได้นำเอาหนังสือนิทาน เกมกระดานและเกมหมากรุกจากไต้หวัน มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับเด็กๆ ซึ่งบรรดานักเรียนต่างก็พยายามใช้ภาษาจีนในการสื่อสาร เนื่องจากกติกาเกมการแข่งขันคือ “ห้ามนักเรียนพูดภาษาอาข่าและภาษาไทย ในระหว่างการเล่นเกม”


 

ผอหลี่หมิงหย่า ขอบคุณศ.หลัวฯ และนักศึกษาอีก คน ที่เดินทางมาเป็นอาสาสมัครในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตภูเขาในภาคเหนือของไทยในครั้งนี้ นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับนักเรียนปฐมวัย ด้วยการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน ที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน เป็นเวลา 10 กว่าวันในครั้งนี้ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการให้บริการด้านการศึกษาเช่นนี้ จะได้รับการสานต่อในรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเสมือนการช่วยเติมพลังด้านบวกให้แก่จิตวิญญาณของนักเรียนในพื้นที่เขตภูเขา ที่ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอก