:::

ไต้หวันครองอันดับที่ 20 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านบุคลากรของ IMD ปี 2019 ขยับขึ้น 7 อันดับจากปีที่แล้ว

ไต้หวันครองอันดับที่ 20 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านบุคลากรของ IMD ปี 2019 ขยับขึ้น 7 อันดับจากปีที่แล้ว

ไต้หวันครองอันดับที่ 20 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านบุคลากรของ IMD ปี 2019 ขยับขึ้น 7 อันดับจากปีที่แล้ว

NDC วันที่ 18 .. 62

 

เมื่อวันที่ 18 .คณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ (National Development Council, NDC) แถลงว่า สถาบัน IMD (International Institute for Management Development) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เปิดเผยรายงานการจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นเลิศ ในด้านบุคลากรผู้มีความสามารถ ปี 2019 (IMD World Talent Report 2019) ซึ่งผลการจัดอันดับในปีนี้ปรากฎว่า ไต้หวันครองอันดับที่ 20 จากทั้งหมด 63 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเป็นอันดับที่ดีขึ้น อันดับจากปี 2018 และนับเป็นอันดับที่ ในภูมิภาคเอเชีย รองจากสิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับที่ 10 และฮ่องกงซึ่งอยู่อันดับที่ 15 แซงหน้าเกาหลีซึ่งอยู่อันดับที่ 33 ญี่ปุ่นซึ่งอยู่อันดับที่ 35 และจีนซึ่งอยู่อันดับที่ 42


 

โดย NDC ระบุว่า การจัดอันดับประเทศที่มีความเป็นเลิศ ด้านบุคลากรของ IMD นั้น มีเกณฑ์การพิจารณาทั้งหมด ประการ อันประกอบด้วย “การเตรียมความพร้อมของบุคลากร” “การดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ” และ “การลงทุนและพัฒนาบุคลากร” ซึ่งไต้หวันมีอันดับที่ขยับขึ้นหน้าจากปีที่แล้ว ทั้ง ประการดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ “การเตรียมความพร้อมของบุคลากร” ขยับขึ้น 15 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 12 “การดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ” ขยับขึ้น อันดับ มาอยู่อันดับที่ 29 ส่วน “การลงทุนและพัฒนาบุคลากร” ขยับขึ้น อันดับ มาอยู่อันดับที่ 24


 

ทั้งนี้ NDC ชี้แจงว่า “การเตรียมความพร้อมของบุคลากร” เป็นการประเมินความเพียงพอของทรัพยากรบุคคลในประเทศนั้นๆ โดยในหมวดนี้ ยังมีดัชนีย่อยอีก 12 ประการ ซึ่งสาเหตุหลักของการที่ไต้หวัน มีอันดับที่ขยับขึ้นจากปีที่แล้ว คือ “การประเมินผลทางการศึกษา (ศูนย์วิจัยแห่งชาติ PISA)” ขึ้นครองอันดับ ของโลก ส่วน “การให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ศึกษาของโรงเรียน” ครองอันดับ ของโลก ทั้งสองประการนี้ ถือเป็นข้อได้เปรียบของไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่าช่วงหลายปีมานี้ รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวันได้เสริมสร้างและชี้แนะการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับนักเรียน รวมถึงได้บ่มเพาะความสามารถ ด้านสะเต็มศึกษา (STEM Education) ให้กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทุกแวดวง ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำไมในช่วงที่ผ่านมานี้ บริษัท Google, Microsoft และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี จึงเข้ามาจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ไต้หวันกันอย่างคึกคัก


 

NDC แถลงเพิ่มเติมว่า ในด้าน “การดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ” เป็นการประเมินความพยายามของประเทศ ในการดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ โดยแบ่งออกเป็นดัชนีย่อย 11 ประการ สาเหตุหลักของการที่มีอันดับขยับขึ้นมา อยู่ในระดับแนวหน้าในครั้งนี้ คือ “กำลังใจในการทำงานของพนักงานในกลุ่มธุรกิจ” “การลำดับความสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรของบริษัท” และ “ค่าตอบแทนของบุคลากร ในอุตสาหกรรมด้านบริการ” ซึ่งล้วนแล้วแต่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 8, 7 และ ตามลำดับ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นับตั้งแต่ที่มีการแก้ไขร่างกฎหมายต่างๆ ในปีที่แล้ว อาทิ “กฎหมายภาษีเงินได้” “กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมอุตสาหกรรม” และ “กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจ” และการดำเนินการผ่อนปรนภาษีเงินได้ รวมถึงการเสริมสร้างกลไกการให้รางวัล สำหรับพนักงานองค์กร ได้ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนโยบาย ว่าด้วยการดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ ซึ่งค่อยๆ เผยให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์อย่างเด่นชัดในปัจจุบัน


 

นอกจากนี้ ในส่วนของ “การลงทุนและพัฒนาบุคลากร” ถือเป็นการประเมินการลงทุน ทางด้านการพัฒนาบุคลากรในประเทศ แบ่งเป็น ดัชนีย่อย โดยในจำนวนนี้ “สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ดี” เป็นข้อได้เปรียบของไต้หวัน ซึ่งสามารถครองอันดับที่ ของโลก ขยับขึ้น อันดับจากปีที่แล้ว แสดงให้เห็นถึง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ของไต้หวัน และการพัฒนาด้านแพทยศาสตรศึกษา รวมถึงมาตรฐานสุขาภิบาลสาธารณะโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ดี ตลอดจนอุปกรณ์ทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ ต่างสอดคล้องกับความต้องการของสังคม


 

NDC แถลงปิดท้ายว่า จากผลการจัดอันดับ ประการใหญ่ดังกล่าว พบว่า “การดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศ” ยังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีกมาก ในอนาคต รัฐบาลไต้หวันจะเร่งทบทวนและผ่อนปรนข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นของบุคลากรนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญ โดยจะเร่งผลักดัน “ร่างกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่” ซึ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ในประเทศได้มากขึ้น เสริมสร้างให้ทรัพยากรบุคคลในประเทศ เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น