
สมาคมแพทย์โรคจมูกแห่งไต้หวันและสมาคมแพทย์โรคจมูก (ไทย) พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงนามใน MOU ร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา (ภาพจาก TECO)
TECO วันที่ 22 ม.ค. 63
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) ได้แถลงว่า สมาคมแพทย์โรคจมูกแห่งไต้หวัน (Taiwan Rhinology Society, TRS) ได้ดำเนินการตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ดร. ฟางเซินอี้ นายกสมาคม TRS ได้นำคณะตัวแทนเดินทางไปยังจังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสมาคมแพทย์โรคจมูก (ไทย) (Thai Rhinology Society, TRS) โดยสมาคมแพทย์โรคจมูกแห่งไต้หวันได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสมาคมแพทย์โรคจมูกนานาชาติ (International Rhinologic Society, IRS) เมื่อปี 2018 การร่วมลงนาม MOU กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสมาคมแพทย์โรคจมูก (ไทย) ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่สมาคมแพทย์โรคจมูกแห่งไต้หวัน ได้มีโอกาสลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือข้ามประเทศ หลังจากที่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ IRS เป็นต้นมา
โดยพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา มีอาจารย์แพทย์จากโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวแทนสมาคมแพทย์โรคจมูกแห่งไต้หวัน ได้มอบของที่ระลึกที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของไต้หวัน ให้กับตัวแทนฝ่ายไทย พร้อมแสดงความคาดหวังว่า จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการแพทย์ระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ต่อไป พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้ ในการนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ด้านการแพทย์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของไต้หวัน ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อวงการการแพทย์ไทย ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไต้หวันไปด้วยในตัว
ทั้งนี้ TECO แถลงว่า ช่วงปีที่ผ่านมานี้ มีแพทย์ฝึกหัดเฉพาะทางโรคจมูกชาวไทย ทั้ง 3 คน เดินทางมาเข้ารับการฝึกอบรมระยะสั้น ที่ศูนย์การแพทย์ไต้หวัน หลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม บรรดาแพทย์ฝึกหัดชาวไทยต่างเกิดความประทับใจในซอฟต์พาวเวอร์ด้านการแพทย์ ระบบการแพทย์ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นอันโดดเด่นของไต้หวันเป็นอย่างมาก หลังจากการร่วมลงนามระหว่างกันเสร็จสิ้นลง สมาคมแพทย์โรคจมูกของทั้งสองฝ่ายจะส่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เดินทางแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างกัน ปีละ 2 คน เพื่ออาศัยโอกาสนี้ ในการเปิดโอกาสให้คณะตัวแทนไทย ได้ทำความรู้จักกับไต้หวันมากขึ้น