:::

ปธน.ไช่ฯ เรียกประชุมตัวแทนระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ คาดหวังเสริมสร้างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ปธน.ไช่อิงเหวินเรียกประชุมตัวแทนระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแสดงความคาดหวังในการเสริมสร้างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และพยุงเศรษฐกิจของไต้หวันให้เกิดความคึกคักต่อไป (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ปธน.ไช่อิงเหวินเรียกประชุมตัวแทนระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแสดงความคาดหวังในการเสริมสร้างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และพยุงเศรษฐกิจของไต้หวันให้เกิดความคึกคักต่อไป (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 12 มี.ค. 63

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้เรียกประชุมนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีของหน่วยงานกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเข้าร่วม “การประชุมตัวแทนระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยหลังจากที่ปธน.ไช่ฯ ได้รับฟังรายงานเกี่ยวกับการเตรียมมาตรการรับมือจากสภาบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แถลงว่า จากการที่รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดแบบล่วงหน้า (pre – deployment or advance deployment) ทำให้สามารถสกัดกั้นเชื้อไวรัสไม่ให้แพร่ระบาดในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงกระนั้น ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมมาตรการรับมือให้พร้อมในทุกสถานการณ์เช่นกัน ซึ่งทุกส่วนต้องเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของไต้หวันสามารถเดินหน้าต่อไปได้
 

ทั้งนี้ ปธน.ไช่ฯ ได้ให้คำชี้แนะ 5 ประการ ดังนี้

 

1. ทุกส่วนต้องเร่งดำเนินการ ภายใต้งบประมาณพิเศษ 60,000 ล้านเหรียญไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลได้บัญญัติกฎหมายพิเศษว่าด้วยการป้องกันโรคปอดอักเสบระบาดชนิดรุนแรงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงบประมาณพิเศษกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติ ปธน.ไช่ฯ แสดงความคิดเห็นว่า งบประมาณพิเศษ 60,000 ล้านเหรียญไต้หวันนี้ จัดสรรขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง

 

2. นอกจากงบประมาณพิเศษ 60,000 ล้านเหรียญไต้หวันแล้ว ปธน.ไช่ฯ ยังชี้ว่า รัฐบาลควรรวบรวมงบประมาณและกองทุนสงเคราะห์บรรเทาเหตุฉุกเฉินของแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่ ตลอดจนร่างรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน เช่น กองทุนเสถียรภาพการจ้างงาน กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งขณะนี้คาดว่ามีงบประมาณที่สามารถใช้ในการบรรเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอยู่อีกเกือบ 40,000 ล้านเหรียญไต้หวัน

 

3. เร่งดำเนินการลงทุนภาครัฐและการจัดซื้อภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ปธน.ไช่ฯ เรียกร้องให้สภาบริหารเข้าทำการตรวจสอบประเมินโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ การจัดซื้อทางภาครัฐ การให้บริการทางสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการจัดซื้อที่เกี่ยวข้อง ของทุกหน่วยงานในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

 

4. ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนอย่างเต็มกำลัง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความคึกคัก นอกจากเร่งดำเนินการลงทุนในส่วนของภาครัฐแล้ว ก็ยังต้องกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนควบคู่กันไปด้วย ปธน.ไช่ฯ ชี้แจงว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความช่วยเหลือนักธรุกิจไต้หวันในการกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ และช่วยขจัดอุปสรรคด้านการลงทุนให้แก่นักธุรกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนและกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจภาพรวมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

 

5. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจการเงิน และรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้นและตลาดเงินของไต้หวัน พื้นฐานของระบบเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ระบบการเงินของประเทศยังคงสภาพคล่อง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อจิตใจที่อาจเกิดขึ้นตามมา จึงขอให้กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน  และธนาคารกลางไต้หวัน ร่วมสังเกตการณ์และวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจับตาสถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมทั้งเตรียมการรับมืออย่างทันท่วงที ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้นและตลาดเงินของไต้หวัน ให้คงความยั่งยืนสืบไป