ช้ามไปยังส่วนข้อมูลหลัก
นรม.สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูและพัฒนาความหลากหลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” คาดหวังสร้างเสถียรภาพให้แก่รากฐานการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน ภายใต้หลักการ “3 กลยุทธ์ 3 มาตรการ และ 1 ช่องทาง”
2025-01-15
New Southbound Policy。นรม.สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูและพัฒนาความหลากหลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” คาดหวังสร้างเสถียรภาพให้แก่รากฐานการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน ภายใต้หลักการ “3 กลยุทธ์ 3 มาตรการ และ 1 ช่องทาง” (ภาพจากสภาบริหาร)
นรม.สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูและพัฒนาความหลากหลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” คาดหวังสร้างเสถียรภาพให้แก่รากฐานการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน ภายใต้หลักการ “3 กลยุทธ์ 3 มาตรการ และ 1 ช่องทาง” (ภาพจากสภาบริหาร)

สภาบริหารและกระทรวงเศรษฐการ วันที่ 14 ม.ค. 68
 
“โครงการฟื้นฟูและพัฒนาความหลากหลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 โดยนายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ พร้อมระบุว่า ในอนาคต พวกเราจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้รับการบริการและความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาล ภายใต้หลักการ “3 กลยุทธ์ 3 มาตรการ และ 1 ช่องทาง” เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่รากฐานการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน โดยหลังผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนแล้ว 9 ญัตติสำคัญที่จัดทำโดย “คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสภาบริหาร” ได้เข้าสู่ขั้นตอนของการบริหารจัดการเป้าหมาย ซึ่งทางสภาบริหารจะชี้แจงความคืบหน้าและเป้าหมายในระยะต่างๆ ให้ภาคประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้สาธารณชนมองเห็นทิศทางการดำเนินนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลต่อไป
 
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ทีมเจ้าหน้าที่สภาบริหารได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ มานับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ซึ่งใช้เวลาร่วม 7 เดือนเศษ จนสามารถเข้าสู่ช่วงของการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่มีการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลกลาง ประจำปี 2568 รัฐบาลได้พิจารณาร่าง “โครงการฟื้นฟูและพัฒนาความหลากหลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่ SMEs ในการพิชิตเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (NET ZERO) และการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า พร้อมยื่นเสนอสินเชื่อที่เข้าถึงได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และกลไกค้ำประกันเครดิต รวม 3 มาตรการ ผ่านช่องทางการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) ภายใต้ชื่อ “ศูนย์บริการทันที” เพียงแค่ติดต่อผ่านสายด่วน 0800-056-476
 
นรม.จั๋วฯ ระบุว่า ยอดผู้ประกอบการ SMEs ในปี 2566 มีจำนวนสูงถึง 1.674 ล้านราย ซึ่งสร้างตำแหน่งงานให้แก่พนักงาน รวมกว่า 9.167 ล้านคน โดยกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มสตาร์ทอัพของไต้หวันจำนวนมาก ได้รับฉายาว่า “ฮีโร่นิรนาม” เนื่องจากชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตออกมา มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมระดับสากล ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก
 
นายเคอจิ้งชาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs อาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและนวัตกรรม ในการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไต้หวัน ถือเป็นแกนหลักของโครงสร้างทางเศรษฐกิจไต้หวัน เมื่อเผชิญกับการแข่งขันในตลาดโลกและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ผู้ประกอบการ SMEs ก็ยิ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนผ่านนโยบายหลากหลายมิติที่เปี่ยมประสิทธิภาพจากรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ MOEA จึงได้เสนอโครงการข้างต้นขึ้น พร้อมทั้งอัดฉีดงบประมาณเข้าสู่โครงการฯ รวมมูลค่า 11,600 ล้านเหรียญไต้หวัน ตลอดทั้งปี 2568 ตลอดจนอาศัยกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยส่งเสริมการพัฒนา SMEs
 
MOEA แถลงว่า โครงการข้างต้นนี้จะประสานความร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมทุกประเภท เพื่อช่วยอัดฉีดเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพทางการผลิตและรูปแบบการให้บริการ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และข้อมูลการขออนุมัติเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เชื่อมโยงสู่กระแสการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในระดับสากล ซึ่งกิจการที่มีพนักงานต่ำกว่า 30 คน MOEA จะให้เงินอุดหนุนจำนวน 100,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อการดำเนินภารกิจการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมเสนอมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีอากร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเชิงนวัตกรรม ยกระดับการว่าจ้าง และเพิ่มค่าตอบแทนของบุคลากร นอกจากนี้ MOEA ยังจะเสนอวงเงินสินเชื่อสูงสุดในมูลค่า 35 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางการเงินของภาคธุรกิจ ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างค่าตอบแทนในเชิงบวกอีกด้วย