
กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 15 ม.ค. 68
งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระดับนานาชาติ (International Consumer Electronics Show, CES) ประจำปี 2568 เปิดฉากขึ้นอย่างยิงใหญ่ ณ เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา กรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (DOIT) กระทรวงเศรษฐการ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) นอกจากจะนำทีมผู้ประกอบการและกลุ่มนักธุรกิจนวัตกรรมทางเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของไต้หวัน 11 ราย เดินทางเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าแล้ว ยังมุ่งสร้างความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศสตาร์ทอัพซิลิคอนวัลเลย์ พร้อมทั้งจัดคณะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ 10 ราย รุกขยายการค้าระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัย Stanford , Berkeley Skydeck ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ ครอบคลุมในประเภทต่างๆ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีการแพทย์ การประมวลผลแบบควอนตัม และการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน เป็นต้น โดยในช่วงระหว่างงานแสดงสินค้าฯ ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการจับคู่ธุรกิจหลายรายการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนและได้รับใบสั่งซื้อเป็นมูลค่าสูงถึง 400 ล้านเหรียญไต้หวัน
บริษัท Jmem Technology Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) ได้เดินทางเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย และเป็นบริษัทแรกที่ประสบความสำเร็จในการอัดฉีดเทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้านทานควอนตัม (Post Quantum Cryptography, PQC) เชื่อมโยงเข้าสู่แผ่นชิปวงจรรวม ซึ่งนอกจากจะได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บ่มเพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ อย่าง Silicon Catalyst ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยที่เข้มงวดในการเปิดรับองค์กรภายนอก อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบการรายแรกและรายเดียวของไต้หวันที่ได้รับคัดเลือกอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ สามารถระดมทุนได้กว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว
บริษัท Tensor Tech CO., LTD. ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศ ที่ก่อนหน้านี้ได้ให้บริการลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการดาวเทียมขนาดจิ๋วที่มีขนาด 50 กิโลกรัมเป็นหลัก แต่จากการเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า CES ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จในการคว้าใบสั่งซื้อจากลูกค้าในสหรัฐฯที่เป็นผู้ประกอบการดาวเทียมขนาดเล็กที่มีน้ำหนัก 200 กิโลกรัม โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ Tensor Tech จะส่งมอบระบบควบคุมดาวเทียมที่ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์เทคโนโลยี Tensor การ์ดควบคุมการเคลื่อนไหว ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ที่สร้างการเคลื่อนไหวโดยการแปลงพลังงาน (Actuator) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรในช่วงไตรมาสที่ 2 และจะเปิดให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมแก่ลูกค้าปลายทางได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพเทคโนโลยีแนวหน้าอีกหลายรายที่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ อย่างบริษัท DOTSPACE Biomedical Inc. ที่มุ่งวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยียาอัจฉริยะ (Smart Pill) ก็ประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อการระดมทุนในรอบปฐมภูมิ (A round) กับผู้ประกอบการนานาชาติหลายราย ซึ่งคาดว่ายอดเงินทุนที่ระดมได้จะสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในครั้งนี้ DOTSPACE ยังประสบความสำเร็จในการดึงดูดบุคลากรต่างชาติ ทั้งหมด 15 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนการวิจัยและพัฒนา การตลาดและการบริหาร เป็นต้น โดยการเข้ามีส่วนร่วมของบุคลากรต่างชาติเหล่านี้ นอกจากจะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันระดับนานาชาติขององค์กรธุรกิจแล้ว ยังเป็นการเร่งกลไกการเชื่อมโยงสู่ตลาดนานาชาติของกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพของไต้หวันอีกด้วย
MOEA มุ่งสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มนวัตกรรมซิลิคอนวัลเลย์อย่างกระตือรือร้น เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางเทคโนโลยีของไต้หวัน โดยหลังเสร็จสิ้นงานแสดงสินค้า CES ประจำปีนี้แล้ว คณะตัวแทนยังมีกำหนดการเดินทางเยือนซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อร่วมจัดกิจกรรมโรดโชว์ภายใต้ชื่อ “Taiwan Demo Day” กับ Silicon Valley Hub ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน โดยจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของสหรัฐฯ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนและสร้างโอกาสทางความร่วมมือเชิงธุรกิจ โดย MOEA จะมุ่งบูรณาการทรัพยากรจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุกขยายตลาดนานาชาติ ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของไต้หวันก้าวสู่เวทีโลก อันจะเป็นการเปิดบริบทใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีของไต้หวันต่อไปในภายภาคหน้า