
กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 22 มี.ค. 68
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 นายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ให้สัมภาษณ์แก่ Mr. Arnaud Pontus พิธีกรรายการข่าวภาคเช้า Grand Invité International ของสถานีโทรทัศน์ Radio France Internationale (RFI) แห่งฝรั่งเศส ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาเยือนไต้หวัน พร้อมกับ Mr. Nicolas Rocca ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศส โดยเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ได้รับการแพร่ภาพออกอากาศในรายการข้างต้น เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน ตามเวลาในเขตพื้นที่ฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความสนใจในวงกว้างจากภาคประชาชน
รมช.อู๋ฯ แถลงว่า ความทะเยอทะยานที่จีนมีต่อไต้หวัน เป็นที่ทราบกันดีในประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม สันติภาพและเสถียรภาพของไต้หวัน สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อประชาคมโลกเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ไต้หวันจึงได้ประยุกต์ใช้มาตรการ “Not Today” โดยหวังที่จะทำให้จีนตระหนักว่า “วันนี้มิใช่วันที่จะบุกไต้หวัน”
รมช.อู๋ฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า นโยบายข้างต้นตั้งมั่นอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ไต้หวันมุ่งเสริมสร้างแสนยานุภาพทางกลาโหม โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการจัดสรรงบประมาณทางกลาโหมของไต้หวัน ให้เพิ่มสูงขึ้นในสัดส่วนร้อยละ 3 ของ GDP เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการปกป้องประเทศด้วยการพึ่งพาตนเอง ประการที่ 2 กลุ่มประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางทหาร อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี มุ่งให้สนับสนุนต่อสันติภาพของไต้หวันและช่องแคบไต้หวัน ด้วยการแล่นเรือลาดตระเวณผ่านช่องแคบไต้หวัน เพื่อส่งผ่านข้อความสู่รัฐบาลจีนให้รับทราบว่า การธำรงรักษาสถานภาพเดิมในปัจจุบัน สอดคล้องต่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคฝ่าย และประการสุดท้าย องค์การระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง G7 และ G20 ต่างประกาศแถลงการณ์ให้การสนับสนุนไต้หวันเข้ามีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสอดคล้องต่อผลประโยชน์ของประชาคมโลก โดยรากฐานทั้ง 3 รายการนี้ สามารถสำแดงให้เห็นถึงศักยภาพการสกัดกั้น เพื่อป้องกันมิให้จีนกระทำการใดๆ ที่เป็นการสนองต่อวัตถุประสงค์ที่เห็นชอบเพียงฝ่ายเดียว
ต่อประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ รมช.อู๋ฯ ระบุว่า พลังสนับสนุนที่สหรัฐฯ มีต่อไต้หวัน นับวันยิ่งมีความแกร่งกล้าและหนักแน่นยิ่งขึ้น อันจะเห็นได้จากนโยบายของสหรัฐฯ และการแสดงปาฐกถาของเจ้าหน้าที่ภาครัฐสหรัฐฯ อาทิ Mr. Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ
พิธีกรยังได้ซักถามอีกว่า เนื่องจากไต้หวันเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับสากล ด้วยสาเหตุประการนี้ จะนับว่าเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงได้หรือไม่ รมช.อู๋ฯ ระบุว่า เซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเพียงประการหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักของการสร้างความมั่นคงของไต้หวัน คือการเสริมสร้างศักยภาพทางกลาโหม รองลงมาคือ การยึดมั่นในผลประโยชน์ร่วมกันของนานาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนลำดับสุดท้ายคือความมุ่งมั่นทางการทูต ตลอดหลายปีมานี้ ไต้หวันบังเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการทูตขึ้นมากมาย ซึ่งนอกจากความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ที่ได้รับการเสริมสร้างในเชิงลึกแล้ว พลังเสียงสนับสนุนที่ประชาคมโลกมีต่อไต้หวัน ก็ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ภัยคุกคามที่จีนเข้ารุกรานไต้หวันอย่างไม่สิ้นสุด
ท้ายนี้ รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ไต้หวันจะยังคงมุ่งประสานความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อคว้าหลักประกันและพลังเสียงสนับสนุนที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในไต้หวัน - ทั่วโลก ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน