
กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 21 มี.ค. 68
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปและผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรป ได้ร่วมกันประกาศ “สมุดปกขาวว่าด้วยการปกป้องความมั่นคงในทวีปยุโรป –เตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต ปี 2573” (White Paper for European Defence – Readiness 2030) โดยสาระสำคัญในสมุดปกขาวได้มีการระบุถึงการแผ่ขยายอิทธิพลทางกลาโหมอย่างรวดเร็วของจีน พร้อมทั้งระบุว่า จีนกำลังมุ่งสร้างภัยคุกคามต่อไต้หวันในระดับที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งแง่มุมทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร สงครามไซเบอร์และสงครามจิตวิทยา เป็นต้น ตลอดจนเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานภาพเดิมในช่องแคบไต้หวัน อาจนำมาซึ่งสถานการณ์จลาจล ตลอดจนอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และผลกระทบเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มประเทศทวีปยุโรป อย่างรุนแรง
รายงานยังระบุอีกว่า วัตถุดิบตั้งต้นเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงศักยภาพกลาโหมและศักยภาพทางการแข่งขัน ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่การเป็นชนวนที่อาจก่อให้เกิดการแข่งขันและความขัดแย้งทางการเมือง หากว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) ไม่สามารถได้รับเวชภัณฑ์ที่สำคัญ รวมไปถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและชิ้นส่วนอะไหล่ โดย EU เน้นย้ำว่า ภัยคุกคามที่เกิดจากสงครามลูกผสมและการโจมตีทางไซเบอร์ ล้วนแต่เป็นความท้าทายที่ไร้กรอบจำกัดซึ่งพรมแดน โดย EU จะมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันในระดับสากล เพื่อร่วมรับมือกับความท้าทายในอนาคตต่อไป
ภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2566 เป็นครั้งแรกที่ได้มีการบัญญัติไว้ซึ่งเนื้อความที่ระบุถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน รวมไปถึงการแสดงจุดยืนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมด้วยกำลังอาวุธและแรงกดดัน จึงจะเห็นได้ว่า การธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ได้กลายมาเป็นฉันทามติร่วมกันของ 27 ประเทศสมาชิก EU แล้ว ต่อกรณีเมื่อปีที่แล้วที่จีนได้ประกาศการฝึกซ้อมรบในช่องแคบไต้หวัน ภายใต้ชื่อรหัส Joint Sword-2024AB รวม 2 รอบ หลังทราบข่าว กระทรวงการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EEAS) ก็ได้ประกาศแถลงการณ์โดยทันที ซึ่งได้ระบุเน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน นับว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคและระดับโลก อีกทั้งการธำรงรักษาสถานภาพเดิมในช่องแคบไต้หวัน ถือได้ว่าส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อ EU
หลังจากนี้ ไต้หวันจะมุ่งเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกับ EU และกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อร่วมธำรงปกป้องค่านิยมด้านเสรีภาพและประชาธิปไตย ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎกติกาสากล ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย ให้ดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรเบลเยี่ยม มีมติเห็นชอบต่อ “ญัตติว่าด้วยการเฝ้าจับตาต่อจีนที่ทวีสร้างภัยคุกคามต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง” (Résolution relative à la menace croissante planant sur Taïwan) ด้วยคะแนนเสียง 126 ต่อ 0 โดยมีผู้งดออกเสียง 13 เสียง โดยสาระสำคัญของญัตติฉบับนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลเบลเยี่ยมแสดงจุดยืนในการประณามท่าทีที่จีนเข้าคุกคามไต้หวัน ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ผ่านช่องทางการทูต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจีนบรรเทาสถานการณ์ความตึงเครียดลง ยุติพฤติกรรมความท้าทายทุกประการ และให้การยอมรับต่อสถานภาพเดิมในปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน โดยญัตติข้างต้นได้ระบุว่า ญัตติที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ฉบับที่ 2758 มิได้มีการระบุถึงจุดยืนที่มีต่อไต้หวัน จึงขอกระตุ้นให้รัฐบาลเบลเยี่ยมชี้แจงจุดยืนนี้ให้เป็นที่กระจ่างบนเวทีสหประชาชาติ
ญัตติข้างต้นยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลเบลเยี่ยมและหุ้นส่วนในกลุ่มประเทศทวีปยุโรป ประสานความร่วมมือกัน สวมบทบาทที่สำคัญในช่องแคบไต้หวันและภูมิภาคอินโด - แปซิฟิก และผลักดันให้มีการลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับไต้หวัน ภายใต้กรอบสหประชาชาติ เพื่อเสริมสร้างความทรหดด้านระบบห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลทุกระดับชั้นของเบลเยี่ยม มุ่งมั่นเสริมสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ไต้หวันเข้ามีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ตลอดจนมุ่งยกระดับการแลกเปลี่ยนทางสื่อและสังคมพลเมืองระหว่างไต้หวัน – เบลเยี่ยม เพื่อร่วมสกัดกั้นข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ
ญัตติฉบับข้างต้น มี Ms. Els VAN HOOF ประธานร่วมกลุ่มพันธมิตรไต้หวันในสภาผู้แทนราษฎรเบลเยี่ยม เป็นแกนนำในการยื่นเสนอ นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จึงขอใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนของสภาผู้แทนราษฎรเบลเยี่ยม พร้อมเน้นย้ำว่า ในอนาคต กต.ไต้หวันจะมุ่งเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความสัมพันธ์ทางความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในเชิงลึก ภายใต้พื้นฐานความสัมพันธ์อันดี ระหว่างไต้หวัน – เบลเยี่ยม ที่มีอยู่เดิม
ในวันเดียวกันนั้น คณะกรรมาธิการการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรอิตาลี ก็มีมติผ่านรายงานบทสรุปการสำรวจ “บทบาทของอิตาลีและกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปที่มีต่อพื้นที่ภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก” โดยเนื้อความในรายงานได้มีการระบุถึงไต้หวันมากกว่า 50 จุด แสดงให้เห็นว่า ทุกแวดวงในอิตาลีต่างเฝ้าจับตาต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันอย่างใกล้ชิด
ญัตติรายงานข้างต้นนอกจากจะแสดงจุดยืนว่าด้วยการการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันของรัฐบาลอิตาลีแล้ว ยังได้อ้างอิงญัตติที่เป็นมิตรต่อไต้หวันว่าด้วยการให้สนับสนุนการเข้าร่วมในองค์การระหว่างประเทศของไต้หวัน ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรอิตาลี ร่วมลงมติผ่านเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 นอกจากนี้ ข้อสรุปในรายงานยังระบุว่า จีนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสั่นคลอนของเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก และเป็นการสร้างภัยคุกคามวิกฤตต่ออำนาจอธิปไตยในน่านน้ำไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนามและญี่ปุ่น จึงเห็นสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาคมโลกร่วมประกาศใช้มาตรการเพื่อการปกป้องเสรีภาพการเดินเรือและเสรีภาพทางการค้าในระดับภูมิภาค
ไต้หวันนับว่าเป็นประภาคารด้านประชาธิปไตยที่สำคัญในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก และยังเป็นปัจจัยสำคัญของระบบห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ทิศทางในอนาคตของไต้หวันมีส่วนเกี่ยวพันกับค่านิยมและผลประโยชน์ของกลุ่มพันธมิตรด้านประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องให้อิตาลีเร่งบัญญัติแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก
รมว.หลินฯ ขอให้การยอมรับต่อการสนับสนุนที่คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรอิตาลี มีต่อไต้หวัน และการเฝ้าจับตาต่ออิทธิพลที่จีนมีต่อกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก อย่างใกล้ชิดเสมอมา