สภาบริหาร วันที่ 3 ม.ค. 68
เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวันได้เดินทางเยือนกรมกิจการทะเลและท่าเรือในพื้นที่ภาคกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมไต้หวัน เพื่อเข้าร่วม “พิธีเปิดใช้ศูนย์บริการระบบควบคุมการจราจรทางน้ำในพื้นที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง” (Vessel Traffic System, VTS) โดยนรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ระบบ VTS ประกอบด้วยจุดเด่น 3 ประการ ได้แก่ : “การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบ , การกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการยกระดับความสามารถในการเฝ้าระวังอย่างรอบด้าน” โดยได้มีการอัดฉีดเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเชื่อมโยงกลไกการบริหารกิจการทางทะเลระหว่างไต้หวันกับประชาคมโลก พร้อมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับอุบัติภัยทางทะเลและระบบความมั่นคงทางทะเล ถือเป็นหลักชัยสำคัญของไต้หวันในด้านการบริหารจัดการพลังงาน , การบริหารรูปแบบอัจฉริยะ รวมถึงการรักษาความมั่นคงทางทะเล เป็นต้น
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ไต้หวันได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้ระยะเวลาการผลิตพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่นอกชายฝั่ง ถูกกำหนดไว้ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสามารถหยุดการเดินเครื่อง ลดกำลังการผลิตหรือเข้าสู่กระบวนการบำรุงรักษาในรอบปี โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแรงลมมาช่วยทดแทน ซึ่งสอดคล้องต่อเป้าหมายนโยบายด้านพลังงานของไต้หวัน ที่ว่า “การลดพลังงานถ่านหิน ลดคาร์บอน และการส่งจ่ายพลังงานอย่างมีเสถียรภาพ” ตราบจนเมื่อปลายปี 2568 กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งที่เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบในไต้หวัน มีจำนวนสูงถึง 3.5 GW ส่งผลให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 10,000 ล้านยูนิต นับเป็นผลสัมฤทธิ์ภายใต้นโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตเทคโนโลยีภายในประเทศจำนวนหลายแห่ง ที่ถูกเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสีเขียวในระหว่างการรุกขยายตลาดนานาชาติ มิเช่นนั้นจะต้องประสบกับวิกฤตอุปสรรคจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน จึงได้ยื่นเสนอ “แผนแม่บทด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ครั้งที่ 2” ซึ่งมีภารกิจหลักคือ “การพัฒนาพลังงานสีเขียวที่หลากหลาย” โดยรัฐบาลจะมุ่งเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งเสริมให้พลังงานสีเขียว สวมบทบาทสำคัญในกำลังการผลิตไฟฟ้า
นรม.จั๋วฯ เผยว่า ไต้หวันมีศักยภาพการเดินเรือที่แข็งแกร่ง อันจะเห็นได้จากบริษัทคมนาคมเดินเรือ อย่าง YANG MING , EVERGREEN และ WAN HAI LINES ที่ได้รับการจัดให้อยู่อันดับแนวหน้าระดับโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมเดินเรือของไต้หวัน รับผิดชอบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมากกว่า 90% ประกอบบริเวณโดยรอบในเขตน่านน้ำทางทะเลของไต้หวัน มีเรือสัญจรไปมาอย่างคึกคัก เป็นจำนวนกว่า 100,000 ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าที่คับคั่งที่สุดในโลก เมื่อมองย้อนกลับไปราว 400 ปี ไต้หวันอาศัยการค้าทางทะเลเป็นชีพจรทางเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ “อดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันและอนาคตก็จะยังคงเป็นเช่นนั้น” อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการเดินเรือรอบไต้หวันมีความซับซ้อน ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พายุไต้ฝุ่น อีกทั้งเขตพื้นที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง รวมถึงการเดินเรือที่มีความหนาแน่น โดยในจำนวนนี้ บริเวณฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งเมืองจางฮั่ว มีเรือสัญจรผ่านไปมา เป็นจำนวนสูงถึง 30,000 เที่ยวต่อปี
นรม.จั๋วฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่มีความสลับซับซ้อน รัฐบาลมีภาระหน้าที่ที่จะต้องเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลอย่างกระตือรือร้น ก้าวสู่ฐานสำคัญของกลไกการบริการด้านการคมนาคมขนส่งทางเรือ ด้วยเหตุประการนี้ กรมการท่าไต้หวันจึงได้ขานรับต่อการวิจัยพัฒนาฟาร์มกังหันลม ด้วยการเปิดใช้ศูนย์บริการ VTS ในพื้นที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งทะเลยุคใหม่ ซึ่งได้ขยายขอบเขตการเฝ้าระวังในพื้นที่ 673 ตารางกิโลเมตรไปสู่ 4,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมตลอดช่วงพื้นที่ตอนกลางไปจนสู่พื้นที่ทางตอนเหนือ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มพูนศักยภาพการเฝ้าตรวจตราการเดินเรือทางทะเล ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงการพัฒนาด้านพลังงานและความมั่นคงทางทะเล จึงนับได้ว่าเป็นโครงสร้างสำคัญในรูปโฉมใหม่ที่มีความหลากหลายและมีฟังก์ชันที่ครอบคลุม
นรม.จั๋วฯ ระบุว่า ระบบ VTS มีจุดเด่น 3 ประการ ได้แก่ :“การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบ , การกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการยกระดับความสามารถในการเฝ้าระวังอย่างรอบด้าน” ภายในปี พ.ศ. 2570 จะมีการจัดตั้งสถานีเรดาร์แห่งใหม่ขึ้นรวม 4 จุด และจะทำการเชื่อมต่อเข้ากับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในพื้นที่ฟาร์มกังหันลม 6 แห่ง ซึ่งระบบดังกล่าวจะประกอบด้วย 4 ฟังก์ชันหลัก ดังนี้ :
1. สามารถติดตามและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของเรือได้ในเชิงรุก
2. การสื่อสารกับเรือบรรทุกสินค้าโดยตรง ด้วยการประยุกต์ใช้คลื่นวิทยุและอุปกรณ์แสดงตนอัตโนมัติที่ใช้สำหรับกิจการการเดินเรือ (Automatic Identification System, AIS)
3. สวมบทบาทเป็นสื่อกลางสื่อสาร ระหว่างเรือพาณิชย์และเรือประมง
4. การแจ้งเตือนฉุกเฉินแบบอัตโนมัติ เมื่อเกิดความผิดปกติในการเดินเรือ
นรม.จั๋วฯ แถลงว่า เมื่อช่วงที่ผ่านมา สภาบริหารได้ยื่นเสนอ “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI” โดยมีเป้าหมายเพื่อการสรรสร้าง “วิถีชีวิตรูปแบบอัจฉริยะสำหรับภาคประชาชน” เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงกลไกการบริการรูปแบบ AI ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้หน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน นอกจากนี้ นรม.จั๋วฯ ยังระบุอีกว่า สภาบริหารจะกำชับให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้าง ให้ก้าวสู่ทิศทางเทคโนโลยีและความเป็นอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้าถึงผลสัมฤทธิ์ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเทศบาลท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อสร้างหลักประกันให้ภาคประชาชนได้รับความคุ้มครอง ทั้งในคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยทางทรัพย์สิน