กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 19 ม.ค. 69
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ตอบรับให้สัมภาษณ์แก่ “Kyunghyang Shinmun” สื่อแนวหน้าของเกาหลีใต้ เพื่อชี้แจงมุมมองและทรรศนะของรัฐบาลไต้หวัน ต่อประเด็นสำคัญๆ อาทิ ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่เกิดจากการปฏิรูปกองทัพให้ก้าวล้ำนำสมัยของจีน , จุดยืนของไต้หวันว่าด้วยการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีที่สำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาบทสัมภาษณ์ได้รับความสนใจจากทุกแวดวงในเกาหลีใต้
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า หลายปีมานี้ รัฐบาลจีนเดินหน้าปรับปรุงกองทัพทหารให้ทันสมัยอย่างกระตือรือร้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคในปัจจุบัน การที่ไต้หวันมุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางกลาโหม มิใช่เพื่อการยั่วยุท้าทายหรือต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในปัจจุบัน เพียงต้องการธำรงไว้ซึ่งสถานภาพเดิมในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการปกป้องประเทศด้วยการพึ่งพาตนเอง ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตรูปแบบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืนต่อไป
รมช.อู๋ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะกำหนดให้ไต้หวันเป็น “ผลประโยชน์หลัก” แต่จากมุมมองเศรษฐกิจโลกและแง่มุมเชิงยุทธศาสตร์ ไต้หวันก็เป็นผลประโยชน์หลักของพันธมิตรด้านประชาธิปไตย อย่างสหรัฐฯ , ยุโรปและญี่ปุ่นเช่นกัน โดยเฉพาะระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับสากลที่มีบริษัท TSMC เป็นใจกลางสำคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับการบริหารทางเศรษฐกิจโลก จึงจะเห็นได้ว่า เสถียรภาพและความมั่นคงของภาคธุรกิจ มีความสำคัญยิ่งต่อกลุ่มพันธมิตรด้านประชาธิปไตย
เมื่อระบุถึงนโยบายที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีต่อไต้หวัน รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ เป็นมิตรสหายที่สำคัญของไต้หวันเสมอมา เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ยอมเสียสละผลประโยชน์ของไต้หวัน เพื่อบรรลุข้อตกลงทางความร่วมมือกับจีน โดยรมช.อู๋ฯ ชี้แจงว่า จุดยืนว่าด้วย “การคัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในปัจจุบัน” ที่ระบุไว้ในเอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy, NSS) มีนัยยะเช่นเดียวกันกับจุดยืน “การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในปัจจุบัน” ตามที่ได้ระบุไว้ในเอกสารสำคัญต่างๆ ที่ผ่านมา โดยไต้หวันจะสวมบทบาทผู้นำในการปฏิบัติภารกิจหลักระดับภูมิภาค พร้อมกระชับความร่วมมือเชิงลึกกับหุ้นส่วนประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ร่วมในด้านสันติภาพและเสถียรภาพระดับภูมิภาค ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
ต่อประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก และสงครามรัสเซีย – ยูเครน รมช.อู๋ฯ ระบุว่า การรักษาไว้ซึ่งสถานภาพเดิมในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงสันติภาพและประชาธิปไตย ได้กลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมโลกแล้ว พร้อมกันนี้ รมช.อู๋ฯ ยังได้เน้นย้ำว่า สภาพแวดล้อมภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการสร้างกองทัพที่ทันสมัยของจีน ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ ก็หวังจะเห็นบรรดาพันธมิตรและมิตรประเทศทั่วโลก ร่วมแบกรับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในกิจการความมั่นคงระดับภูมิภาค
ส่วนประเด็นที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ระบุชื่อ “China (Taiwan)” ในระบบการแจ้งเข้าประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Arrival Card) นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ของปีที่แล้วเป็นต้นมา รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ไต้หวันมิได้ต้องการเรียกร้องสิทธิพิเศษใดๆ เพียงคาดหวังให้ฝ่ายรัฐบาลเกาหลี อ้างอิงแนวทางที่ปฏิบัติต่อยุโรป , สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ด้วยการระบุชื่อ “Taiwan” ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง