ช้ามไปยังส่วนข้อมูลหลัก
ผู้นำไต้หวันเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 6 ย้ำ 2 ทิศทางสำคัญ “ลดคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ” และ “Net Zero เพื่อกอบกู้โลก”
แหล่งที่มาของข้อมูล Office of the President
2026-01-27
New Southbound Policy。(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)
(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 22 ม.ค. 69 

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยกล่าวขณะปราศรัยว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของโลก และความท้าทายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญทีมีผลต่อความมั่นคงของชาติ ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและเสถียรภาพของสังคม

ประธานาธิบดีไล่ฯ เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าใน 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ “ลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ” และ “Net Zero เพื่อกอบกู้โลก” โดยจะพัฒนาระบบและสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมกันเร่งผลักดันการลดคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการดำเนินการตามแผน NDC 3.0 โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้

ประการแรก ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในด้าน “ลดคาร์บอนควบคู่ดูแลภาคธุรกิจ”
ภายหลังการเริ่มบังคับใช้ระบบค่าธรรมเนียมคาร์บอนอย่างเป็นทางการ รัฐบาลจะนำพาภาคธุรกิจในการดำเนินแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง พร้อมเดินหน้าทดลองใช้ระบบซื้อขายการปล่อยคาร์บอน และวางแผนอย่างรอบคอบในการจัดทำ “มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ฉบับไต้หวัน”

ภายใต้เป้าหมาย Net Zero รัฐบาลจะยังคงผลักดันพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ส่งเสริมการลดคาร์บอนในภาคพลังงาน มุ่งสู่การใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้มากที่สุดและเสริมสร้างความทรหดของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การจ่ายไฟมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ประการที่สอง ต้องยืนหยัดในแนวทาง “Net Zero เพื่อกอบกู้โลก” ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว รัฐบาลได้เสนอแผน NDC 3.0 ฉบับทดลองและภายหลังจากคณะรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน พร้อมทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดการปล่อยคาร์บอนระดับชาติของไต้หวันให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำในภาคพลังงานและภาคการผลิต การพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตในภาคที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการคมนาคม หรือการวางรากฐานเกษตรกรรมสีเขียว ทุกความสำเร็จล้วนเป็นผลลัพธ์จากการที่รัฐบาลพัฒนาระบบอย่างรอบด้าน ภาคอุตสาหกรรมได้นำเทคโนโลยีและเงินทุนมาประยุกต์ใช้ และสังคมร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือข้ามภาคส่วนของประชาชนทั้งประเทศ

รัฐบาลจะนำพานวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้าสู่ชุมชน ขยายพลังขับเคลื่อน Net Zero จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตและส่งเสริมการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การลงมือปฏิบัติร่วมกันของคนทั้งประเทศ จะกลายเป็นรากฐานทางสังคมที่มั่นคงที่สุด สำหรับการพาไต้หวันก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน