ช้ามไปยังส่วนข้อมูลหลัก
นรม.จั๋วหรงไท่ เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569” พร้อมระบุว่า มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ 3.0 มีผลบังคับใช้แล้วควบคู่ไปกับการผลักดัน “คูปองเพื่อสุขภาพ” เพื่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายไต้หวันสุขภาพดี
2026-02-04
New Southbound Policy。นรม.จั๋วหรงไท่ เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569” พร้อมระบุว่า มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ 3.0 มีผลบังคับใช้แล้วควบคู่ไปกับการผลักดัน “คูปองเพื่อสุขภาพ” เพื่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายไต้หวันสุขภาพดี (ภาพจากสภาบริหาร)
นรม.จั๋วหรงไท่ เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569” พร้อมระบุว่า มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ 3.0 มีผลบังคับใช้แล้วควบคู่ไปกับการผลักดัน “คูปองเพื่อสุขภาพ” เพื่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายไต้หวันสุขภาพดี (ภาพจากสภาบริหาร)

สภาบริหาร วันที่ 3 ก.พ. 69
 
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้เข้าร่วม “การประชุมด้านสุขภาพผู้สูงวัยในไต้หวัน ประจำปี 2569 : ความท้าทายและโอกาสในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” (2026 Healthy Aging Forum) โดยนรม.จั๋วฯ ชี้แจงว่า ประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปในไต้หวัน มีจำนวนกว่า 4.67 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.06% ของประชากรทั้งหมด ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงให้แก่ภาคประชาชน รัฐบาลจึงได้ผลักดัน “โครงการป้องกันภัยเงียบที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง  น้ำตาลในเลือดสูงและไขมันในเลือดสูง ในรูปแบบ 888” โดยมีเป้าหมายเพื่อการกำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงกว่า 80% ขึ้นไป ได้รับการบรรจุเข้าสู่กลไกการดูแลรักษาทางการแพทย์ และส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกว่า 80% ปรับปรุงแก้ไขคุณภาพชีวิตและสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ป่วยร้อยละ 80% ได้รับการดูแลรักษาที่ครอบคลุม ผ่านระบบบริการการแพทย์ที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้บังคับใช้มาตรการการดูแลผู้สูงอายุ เวอร์ชัน 3.0 ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (MOHW) ก็วางแผนที่จะผลักดัน “คูปองเพื่อสุขภาพ” ควบคู่ไปกับ “คูปองเพื่อการกีฬา” ที่ผลักดันโดยกระทรวงกีฬา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีสุขภาพที่ดี ผ่านการออกกำลังกาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคต
 
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของทั้งสองฝ่าย ที่ต้องการจะคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพของมวลมนุษยชาติ ทั้งไต้หวัน - สหรัฐฯ ต่างก็ตั้งมั่นอยู่บนรากฐานแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน ในด้านการแสวงหาสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยในอนาคต กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันด้านประชาธิปไตย จะเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สุขภาพและการศึกษา เป็นต้น เพื่อสร้างสวัสดิการและความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
 
ในโอกาสนี้ นรม.จั๋วฯ ให้การยอมรับต่อ Mr. Raymond Greene ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันอเมริกาในไต้หวัน (AIT) และ Mr. Carl Wegner ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าสหรัฐฯ ในไต้หวัน (AmCham Taiwan) ที่มุ่งมั่นทำความเข้าใจและให้การสนับสนุนต่อระบบการแพทย์ ทรัพยากรการแพทย์ส่วนรวมและทิศทางนโยบายของไต้หวัน
 
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต ในระหว่างการลงเลือกตั้งในปี 2567 ปธน.ไล่ฯ ได้ยื่นเสนอแนวคิด “การส่งเสริมสุขภาพประชาชน ความแข็งแกร่งของประเทศชาติ และส่งเสริมให้โลกโอบรับไต้หวัน” พร้อมทั้งใช้ “ไต้หวันสุขภาพดี” เป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับภาคประชาชน เพื่อการผลักดัน “ไต้หวันที่สมดุล” และ “ไต้หวันที่สามัคคี” ในอนาคต นอกจากนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุอยู่บ่อยครั้งว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 80 ปี แต่ “ช่วงระยะเวลาที่สุขภาพย่ำแย่” กินระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความทรมานต่อตัวผู้ป่วยแล้ว แต่ยังสร้างภาระหนักให้แก่ครอบครัว อีกทั้งยังส่งผลให้ประเทศชาติแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์จำนวนมหาศาล ด้วยเหตุนี้ แนวทางการยกระดับช่วงวัยที่แข็งแรงของภาคประชาชน จึงถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปธน.ไล่ฯ และแวดวงการแพทย์ เฝ้าจับตาและเดินหน้าศึกษาวิจัยอย่างกระตือรือร้น
 
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสุขภาพหัวใจและตับ การดูแลผู้ป่วยวิกฤต รวมถึงกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงเป็นหลัก นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะเดินหน้าผลักดัน “แผนการรักษาโรคมะเร็ง 3 ทิศทาง” ด้วยการจัดเพิ่มงบประมาณภาครัฐ เพื่อการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งตัวใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
 
ในส่วนมาตรการการดูแลผู้สูงอายุ นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า ในปีนี้ได้มีการผลักดันแผนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว เวอร์ชัน 3.0 ด้วยงบประมาณโดยรวม กว่า 115,300 ล้านเหรียญไต้หวัน ตราบจนปัจจุบัน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว รวมแล้วกว่า 15,000 จุด และมีบุคลากรที่พร้อมให้บริการ จำนวนสูงถึง 100,000 ราย โดยแผนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 3.0 จะขยายเพิ่มกลุ่มเป้าหมายการให้บริการ ยกระดับอัตราการบริการให้มีความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงเคหสถาน ชุมชน หน่วยงานและระบบการแพทย์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนที่ต้องการการดูแล ได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานอย่างครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่
 
นรม.จั๋วฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลนอกจากจะ “ดูแลผู้สูงอายุ” แล้ว ยังได้อัดฉีดทรัพยากรเข้าสู่กลไก “การดูแลเด็กเล็ก” ควบคู่ไปด้วย อันจะเห็นได้จากการจัดตั้ง “สำนักงานให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชนและครอบครัว” ขึ้นภายใต้ MOHW เมื่อช่วงที่ผ่านมา
 
นรม.จั๋วฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างสามัคคี ในการผลักดันนวัตกรรมการแพทย์รูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ระบบการแพทย์และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลรูปแบบใหม่ เกิดความเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งส่งเสริมให้องค์ประกอบทางเทคโนโลยี ได้รับการอัดฉีดเข้าสู่กลไกการบริการทางการแพทย์ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้น ระหว่างการแพทย์และเทคโนโลยี ในระหว่างการผลักดัน “โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ” ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรลุสร้าง “วงจรวิถีชีวิตรูปแบบอัจฉริยะ” อย่างแท้จริง