ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 3 ก.พ. 69
“การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6” (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) มีกำหนดการเปิดฉากขึ้นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้จัดงานแถลงข่าว “การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ” เพื่อชี้แจงความคืบหน้าต่อภาคประชาชนชาวไต้หวันว่า หัวข้อการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ : การเชื่อมโยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน , ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ , การประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 และความร่วมมือแบบทวิภาคี เป็นต้น โดยความร่วมมือแบบทวิภาคีในอนาคต จะเดินหน้าสู่ทิศทางการเสริมสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ควบคู่ไปกับการสรรสร้าง “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” และการพัฒนา “อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง”
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ไต้หวันไม่เพียงแต่จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้ากับนานาประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมในไต้หวัน ตั้งมั่นรากฐานในไต้หวัน แผ่กิ่งก้านสาขาสู่เวทีโลก และประชาสัมพันธ์สู่ตลาดโลก ภายใต้เป้าหมาย 2 ประการหลัก ได้แก่ : “การเสริมสร้างเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” และ “การจัดวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย”
สาระสำคัญในการกล่าวปราศรัยของปธน.ไล่ฯ สามารถสรุปโดยสังเขป ดังนี้ :
หลายปีมานี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ เดินหน้าเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดัน “แผนริเริ่มทางการค้า ไต้หวัน - สหรัฐฯ แห่งศตวรรษที่ 21” ซึ่งนับได้ว่าเป็นความตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมสมบูรณ์ที่สุด และได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อช่วงสองปีที่ผ่านมา ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ
นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังได้เปิดการเจรจาภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ซึ่งจากการเสวนาพูดคุยกันเป็นระยะเวลา 9 เดือน ก็ได้รับบทสรุปที่ทำให้ภาคประชาชนพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม การเจรจามาตรการภาษีศุลกากร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ เท่านั้น เป้าหมายของพวกเราคือการเสริมสร้างความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเสวนาแลกเปลี่ยนและขยายผลสัมฤทธิ์ทางความร่วมมือระหว่างกัน
หัวข้อการเสวนาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ การประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 และความร่วมมือแบบทวิภาคี เป็นต้น จากตารางการประชุมครั้งนี้ พวกเราสามารถรวบรวมทิศทางกลยุทธ์ความร่วมมือแห่งอนาคต ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ได้ดังนี้ :
ประการแรก : การเสริมสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
เมื่อเผชิญหน้ากับการความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นับวันยิ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการจัดตั้ง “ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน” (Non – red Supply Chain) อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้ช่วงเวลาอันสำคัญเช่นนี้ พวกเราได้มีการลงนาม “ปฏิญญา Pax Silica และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” (Joint Statement on the Pax Silica Declaration and U.S.-Taiwan Cooperation on Economic Security) ในระหว่างการประชุม EPPD ที่จัดขึ้นในครั้งนี้
เพื่อสื่อให้เห็นถึงพันธสัญญาในการจับมือกันเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม
ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อเปิดการเสวนาในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ในการพัฒนาจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและมีความยืดหยุ่น
ประการที่สอง : การสรรสร้าง “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
ไต้หวันมีศักยภาพการผลิตที่ชำนาญการในระดับสากล ส่วนสหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบในระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีสำคัญและการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ ไต้หวัน – สหรัฐฯ จึงก่อเกิดเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเอื้อประโยชน์แก่กันในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
จากการเสวนาครั้งนี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ จะร่วมกันจัดตั้งกลไกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยพวกเราจะเดินหน้าผลักดันโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ในประเด็นความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน การรับรองการปฎิบัติงานอากาศยานไร้คนขับ และการขจัดซึ่งอุปสรรคด้านภาษีการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อสร้างเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ และก้าวทันกระแสการพัฒนาแผนแม่บททางอุตสาหกรรมโลกด้วยเทคโนโลยี ในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยต่อไป
ประการสุดท้าย : การพัฒนา “อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง”
การเสวนา EPPD ในครั้งนี้ มีหัวข้อที่ครอบคลุมทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน AI , โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล , ห่วงโซ่อุปทานด้านแร่ธาตุสำคัญ , ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานไร้คนขับ และความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ 3 เป็นต้น
ผลสัมฤทธิ์ข้างต้นเหล่านี้ สื่อให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ มิได้จำกัดเพียงเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงกันแบบข้ามแวดวงอย่างครอบคลุม ไต้หวัน - สหรัฐฯ ถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ในอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรือง
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า “การเอื้อประโยชน์กันทางอุตสาหกรรม” และ “ความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย” เปรียบเสมือนเป็นขาทั้งสองข้างของความร่วมมือแบบทวิภาคีที่ไม่สามารถขาดซึ่งส่วนใดส่วนหนึ่งได้
ด้วยเหตุนี้ ในอนาคต ไต้หวันจะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามมาตรฐานสากล จัดตั้งสภาพแวดล้อมหลักนิติธรรมที่โปร่งใสและสามารถคาดการณ์ได้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางอุตสาหกรรมในเชิงลึกกับสหรัฐฯ ภายใต้พื้นฐานความเชื่อมั่นและการเอื้อประโยชน์แก่กัน เพื่อร่วมจัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความยืดหยุ่นและเปี่ยมด้วยศักยภาพทางการแข่งขัน
หลายปีมานี้ ไต้หวันและกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายการลงทุนหลัก ได้อัพเดทการลงนาม “ความตกลงว่าด้วยหลักประกันด้านการลงทุน” และ “ความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน” ฉบับล่าสุด นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว ภายใต้กรอบ “การยกระดับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางการค้า” ระหว่างไต้หวัน - อังกฤษ พวกเราได้จัดทำข้อตกลง 3 รายการร่วมกัน ได้แก่ : การลงทุน , การค้าดิจิทัล รวมถึงพลังงานและการเปลี่ยนผ่านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ไต้หวัน – ญี่ปุ่น ก็ยังได้ลงนามความตกลงทางการค้าดิจิทัลร่วมกัน
จากข้อตกลงข้างต้นเหล่านี้ ไต้หวันสามารถจับมือกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ ส่งเสริมการไปมาหาสู่ทางเศรษฐกิจและการค้า เพิ่มพูนการลงทุนแบบทวิภาคี ขยายขอบเขตความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนอกเหนือจากจะมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไต้หวัน ขยายเครือข่ายทางเศรษฐกิจและการค้าให้ครอบคลุมไปสู่ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจของไต้หวัน เปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาในอีกลำดับขั้น
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ยิ่งระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง อุตสาหกรรมก็ยิ่งเกิดการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรือง และยิ่งระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง ไต้หวันก็ยิ่งมีศักยภาพในการก้าวสู่เวทีโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน