กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 5 ก.พ. 69
เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา นายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้ให้สัมภาษณ์แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงโปแลนด์ (Polskie Radio) เพื่อชี้แจงจุดยืนของไต้หวันในภาพรวม ต่อประเด็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดจากการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน , สถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน บทเรียนจากสงครามยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดการป้องกันประเทศของไต้หวัน รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ ระหว่างไต้หวันและกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า การบุกรุกรานยูเครนของรัสเซียและการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างสมบูรณ์ของจีน ต่างสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มประเทศเผด็จการมีความทะเยอทะยานที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การข่มขู่ไต้หวันด้วยกำลังทหารจากจีน และการสร้างแรงกดดัน ภายใต้ “กลยุทธ์พื้นที่สีเทา” ก็ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรมต่อความมั่นคงในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังคงสามารถรับมือไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการ “นโยบายไม่ใช่วันนี้” (Not-today policy) ด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณกลาโหมและแสวงหาพลังเสียงสนับสนุนจากประชาคมโลก ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้นำจีนตระหนักเห็นว่า การบุกโจมตีไต้หวันจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างมหาศาล นอกจากนี้ รมช.อู๋ฯ ยังระบุอีกว่า การที่เรือรบของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันอย่างสหรัฐฯ เยอรมนีและฝรั่งเศส แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นวาระประจำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะแสดงให้เห็นการสนับสนุนต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันแล้ว ยังตอกย้ำให้เห็นสถานภาพของช่องแคบไต้หวันในฐานะน่านน้ำสากลอีกด้วย
รมช.อู๋ฯ เน้นย้ำว่า การสร้างสันติภาพและเสถียรภาพช่องแคบไต้หวัน นอกจากจะต้องเดินหน้าพัฒนาศักยภาพกลาโหมและความยืดหยุ่นด้านการปกป้องประเทศแล้ว ยังต้องทำลายกรอบการทูตที่จีนมักกล่าวอ้างต่อประชาคมโลกว่า ไต้หวันเป็น “ปัญหาภายในประเทศ” ของตน พร้อมทั้งประกาศก้องให้ประชาคมโลกตระหนักถึงข้อเท็จจริงของการคงอยู่อย่างเท่าเทียมของไต้หวัน เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ไต้หวันแม้จะมิใช่ประเทศสมาชิกทางการของสหประชาชาติ (UN) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการยอมรับทางการทูต แต่อย่างไรก็ตาม ไต้หวันมีรูปแบบการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประกอบกับระบบเศรษฐกิจที่คงเสถียรภาพ และศักยภาพทางกลาโหมที่แกร่งกล้า อีกทั้งยังมุ่งแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์กับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบริหารงานอย่างเป็นรูปธรรมของสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันประจำต่างแดน และบทบาทสำคัญในด้านเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีส่วนเกี่ยวพันกับระบอบประชาธิปไตยโลก เสรีภาพในการเดินเรือและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยไต้หวันจะจับมือกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศประชาธิปไตยในทวีปยุโรป ควบคู่ไปกับการจับมือกับหุ้นส่วนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ในการสรรสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน” (Non – red Supply Chain) ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
เมื่อระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - กลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์ - เช็กว่า เปรียบเสมือน “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” โดยชี้ว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างมากในการเผชิญกับภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการ การเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างไต้หวัน - กลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ไม่เพียงแต่จะเป็นการขยายพื้นที่ทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวยูเครนร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ที่ต้องการจะสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า กรณีสงครามรัสเซีย – ยูเครน เป็นเครื่องเตือนใจให้ไต้หวัน เดินหน้าเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคม ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพทางการทหารที่ไร้สมมาตร โดยไต้หวันกำลังนำประสบการณ์ของยูเครน มาปรับใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถสำคัญ อาทิ อากาศยานไร้คนขับ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้ข้อได้เปรียบด้านการผลิตแผ่นชิปควบคู่ในการเสริมสร้างกลไกการป้องกันประเทศ
ต่อประเด็นที่ชิ้นส่วนอะไหล่ของไต้หวันไหลเวียนเข้าสู่ระบบยุทโธปกรณ์ในรัสเซียที่ภาคประชาชนเฝ้าจับตาให้ความสนใจนั้น รมช.อู๋ฯ ยืนยันว่า ไต้หวันมีจุดยืนสอดคล้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และยุโรป และได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมเรียกร้องให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับยูเครน เพื่ออุดช่องโหว่ในการบริหารควบคุม
กต.ไต้หวันแถลงว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในผลสัมฤทธิ์ของโครงการ “งานแถลงข่าวให้การสนับสนุนยูเครน” ที่ร่วมผลักดันโดยกต.ไต้หวันและสถานีวิทยุแห่งชาติของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) (RTI) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความเข้าใจของสังคมยุโรปที่มีต่อจุดยืนไต้หวัน ที่มุ่งให้การสนับสนุนยูเครน ผ่านการติดต่อเชิญผู้สื่อข่าวยูเครน เดินทางมาเข้าประจำการในไต้หวัน และจัดทำการเผยแพร่รายงานที่เกี่ยวข้อง