กระทรวงเศรษฐการ วันที่ 5 ก.พ. 69
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) ได้จัดงานแถลงข่าววาระสุดท้ายประจำปี โดยนายก่งหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ได้ชี้แจงต่อประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม โดยระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไต้หวันได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมด้าน AI ทั่วโลก สำนักงานสถิติบัญชีกลาง ภายใต้สภาบริหาร ได้คาดการณ์ไว้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไต้หวันจะสูงแตะ 8.63% ทุบทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของไต้หวันก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.35% ประกอบกับค่าครองชีพที่ได้รับการบริหารควบคุมไว้ในเกณฑ์ดีอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไต้หวัน ก็ได้ปรับสู่ตัวเลข 1.66% ต่อปี อนึ่ง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI จะยังคงช่วยกระตุ้นอุปสงค์ด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่า อัตราการส่งออกจะสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 660,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการประเมินคาดการณ์ล่าสุดในปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 4% ขึ้นไป โดยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) ได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่ 4.56% ซึ่งแซงหน้าประเทศรายรอบอย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยคาดการณ์ว่า GDP ต่อหัวของภาคประชาชนชาวไต้หวัน จะสร้างยอดสูงถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ในอนาคต เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างเหมาะสม MOEA จึงได้ยื่นเสนอ 5 นโยบาย ดังนี้ : “การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม” , “การผลักดันอุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน” , “การส่งมอบความช่วยเหลืออุตสาหกรรมดั้งเดิมและผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับเปลี่ยนผ่าน” , “การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน” และ “การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ”
เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการผลิตภาพรวมของไต้หวัน อยู่ที่ 10,037,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะสูงแตะ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สร้างมูลค่าสูงสุดที่ 6,838,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในอนาคต จะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีซิลิคอนโฟโตนิกส์ พร้อมทั้งขยายขอบเขตทางความร่วมมือกับผู้ประกอบการนานาชาติ เพื่อสร้างเสริมให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เกิดความครอบคลุมสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และสายการผลิตนำร่องสำหรับกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การบรรจุภัณฑ์และชิปเซนเซอร์ เพื่อย่นระยะเวลาในการพิสูจน์ตรวจสอบ
ในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศยุคสมัยใหม่ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมไต้หวัน (ITRI) และบริษัท MediaTek Inc. จับมือกับ OneWeb เพื่อทำการตรวจสอบทางเทคนิคเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนโดยตรงเข้ากับดาวเทียม ภายใต้มาตรฐาน 3GPP ซึ่งต่อไปจะมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณและสถานีฐานดาวเทียมวงจรต่ำ สำหรับอุตสาหกรรมกลาโหม นอกเหนือจากเครื่องบินรบและเรือรบที่ผลิตในประเทศแล้ว อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ก็ถือเป็นรายการการพัฒนาที่สำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน
ในด้านการประยุกต์ใช้ AI รัฐบาลจะเดินหน้าอัดฉีดปัจจัยเทคโนโลยี AI เข้าสู่อุตสาหกรรมทุกประเภท ผนวกเข้ากับทรัพยากรจากหน่วยงานนิติบุคคลและสถาบันการศึกษา ส่งมอบความช่วยเหลือโดยคณะทำงานเพื่อการชี้แนะด้านศักยภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปสู่อีกลำดับขั้น นอกจากนี้ ในด้านการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทาง MOEA ได้เดินหน้าผลักดันมาตรการฟื้นฟูหลากหลายมิติ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นมา อีกทั้งในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์หรือการจัดตั้งช่องทางการจำหน่าย ล้วนแต่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม
ในแง่มุม “การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน” รมว.ก่งฯ กล่าวว่า เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ ในปีนี้ นอกจากจะเพิ่มกำลังการผลิตจากหน่วยผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติใหม่ รวม 5.2 ล้านกิโลวัตต์ เข้าสู่โรงงานผลิตไฟฟ้าซิงต๋า (Hsinta Power Plant) และโรงงานผลิตไฟฟ้าไทจง (Taichung Power Plant) แล้ว MOEA จะยังคงเดินหน้าผลักดันเป้าหมายพลังงานสีเขียวที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง โดยในจำนวนนี้ การพัฒนาพื้นที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ได้ก้าวเข้าสู่กลไกการเปิดสัมปทาน ระยะที่ 3.3 แล้ว และในระยะต่อไปจะทำการผลักดันต้นแบบทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ก็จะเร่งแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานไฮโดรเจน เพื่อเพิ่มพูนปริมาณการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสีเขียวให้เพียงพอกับความต้องการของส่วนรวม
นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านการส่งจ่ายประปาที่เกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น MOEA จึงได้ผลักดันมาตรการ “การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ การส่งจ่าย และการลดบรรเทาการรั่วไหล” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบจ่ายน้ำอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทาง การวางแผนปรับสมดุลการส่งจ่ายในช่วงกลางทาง ไปจนสู่การบริหารจัดการการใช้น้ำในปลายทาง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบส่งจ่ายรอบด้าน ในปีที่แล้ว ปริมาณการจ่ายน้ำประปาต่อวัน ปรับเพิ่มขึ้นสู่ 263,700 ตันอย่างมั่นคง สำหรับปีนี้ MOEA จะยังคงเดินหน้าขยายการขุดลอกตะกอนดินในอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการบริหารจัดการและสำรองน้ำข้ามพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำบาดาลและน้ำรีไซเคิล ควบคู่ไปกับการลดอัตราการสูญเสียน้ำในระบบ โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มปริมาณการจ่ายน้ำให้ได้เฉลี่ยวันละ 570,000 ตัน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านการใช้น้ำเพื่อการดำรงชีวิตของภาคประชาชน การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนเพื่อสรรสร้างสภาพแวดล้อมการส่งจ่ายทรัพยากรน้ำที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น
ในแง่มุม “การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ” นับตั้งแต่ที่รมว.ก่ง เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 เป็นต้นมา ก็ได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกับปารากวัยและกลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างกระตือรือร้น อีกทั้งยังได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วม “การเสวนาพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไต้หวัน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 6” (Economic Prosperity Partnership Dialogue, EPPD) โดยในอนาคต จะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รมว.ก่งฯ ยังได้เดินทางเยือนเข้าร่วมการเสวนากับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (DG TRADE) อีกทั้งยังได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐเช็กและโปแลนด์ พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านสมาคมอากาศยานไร้คนขับ ระหว่างไต้หวัน – โปแลนด์ เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ในแง่มุมความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ในอนาคต ไต้หวันจะจับมือกับฟิลิปปินส์ ผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ MOEA ยังวางแผนที่จะจัดตั้งคูหา Taiwan Expo ในสหรัฐฯ , ญี่ปุ่น , โปแลนด์และฟิลิปปินส์ เป็นต้น