New Southbound Policy Portal
ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 26 พ.ย. 67
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ให้การต้อนรับ Mr. Jeff Merkley ประธานร่วม “คณะกรรมาธิการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่แห่งรัฐสภาสหรัฐฯ” (CECC) พร้อมกล่าวว่า นอกจากการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงแล้ว ปธน.ไล่ฯ ยังคาดหวังให้ไต้หวัน - สหรัฐฯ ร่วมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าในเชิงลึก ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ ตลอดจนเพิ่มพูนคุณูปการด้านสันติภาพและเสถียรภาพในระดับภูมิภาค และความเจริญรุ่งเรืองในระดับสากล
ปธน.ไล่ฯ กล่าวให้การต้อนรับพร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อ Mr. Merkley ที่ร่วมเป็นกระบอกเสียงให้การสนับสนุนไต้หวันในรัฐสภาสหรัฐฯ ด้วยการเสนอญัตติที่เป็นมิตรต่อไต้หวันหลายฉบับ พร้อมให้การสนับสนุนด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ตลอดจนช่วยขยายพื้นที่บนเวทีนานาชาติของไต้หวันอย่างต่อเนื่อง
ปธน.ไล่ฯ ระบุว่า เมื่อ 45 ปีที่แล้ว รัฐสภาสหรัฐฯ มีมติผ่าน “กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน” ซึ่งตราบจนปัจจุบัน ได้ก้าวสู่การเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือทางความมั่นคง และการพัฒนาความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนอย่างครอบคลุม ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ โดยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2566 และ 2567 Mr. Merkley และ Mr. Marco Rubio สมาชิกวุฒิสภาแห่งพรรคริพับลิกัน ได้ทยอยเสนอ “กฎหมายเสริมสร้างความสัมพันธ์ไต้หวัน” (Taiwan Relations Reinforcement Act) และ “ญัตติเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปีแห่งการบัญญัติกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน” แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนไต้หวันอย่างหนักแน่นของ Mr. Merkley
ปธน.ไล่ฯ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 24 ปีมานี้ ไต้หวันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ ภัยคุกคามที่จีนมีต่อไต้หวัน ที่นับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไต้หวันไม่ได้มีปฏิกริยาตอบโต้กลับ พวกเราเพียงต้องการรักษาไว้ซึ่งสถานภาพเดิมในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในระดับภูมิภาค เนื่องจากพวกเรายึดมั่นในระบอบการปกครองรูปแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพ และยืนหยัดในจุดยืนว่าด้วยสาธารณรัฐจีน และสาธารณรัฐประชาชนจีน มิได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน อีกทั้งพวกเรายังยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะปกป้องอธิปไตย มิให้ผู้ใดมากล้ำกรายหรือข่มขี่ ตลอดจนแสดงจุดยืนอย่างชัดแจ้งว่า อนาคตของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวไต้หวัน จำนวน 23 ล้านคน
ปธน.ไล่ฯ แถลงว่า พวกเราจะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขออนุมัติซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร หรือการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศด้วยการพึ่งพาตนเอง พวกเราก็จะมุ่งมั่นทำให้ดีที่สุด ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีไช่อิงเหวินจะขึ้นดำรงตำแหน่ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไต้หวัน (GDP) มีมูลค่ารวม 17 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้ งบประมาณกลาโหมครองสัดส่วนร้อยละ 1.8 หรือประมาณ 3 แสนล้านเหรียญไต้หวัน หลังจากที่อดีตปธน.ไช่ฯ ขึ้นบริหารประเทศมาเป็นระยะเวลา 8 ปี ส่งผลให้ GDP ในปี พ.ศ. 2566 มีมูลค่า 23 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน งบประมาณกลาโหมครองสัดส่วนร้อยละ 2.5% หรือประมาณกว่า 6 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา พวกเรามีงบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นในสัดส่วนร้อยละ 80 ในอนาคต ภายใต้แผนยุทธศาตร์แสนยานุภาพกลาโหมอสมมาตร พวกเราจะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพกลาโหมให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของไต้หวันในการปกป้องประเทศชาติ
ปธน.ไล่ฯ แถลงว่า พวกเรายังจะมุ่งเสริมสร้างความทรหดทางเศรษฐกิจของไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2554 ยอดเงินลงทุนของไต้หวันในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า จีนครองสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีที่แล้ว จีนครองสัดส่วนเพียงร้อยละ 11.4 ส่วนสหรัฐฯ กลับขยับขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วนกว่าร้อยละ 42 โดยไต้หวันคาดหวังที่จะยืนหยัดเคียงข้างกลุ่มพันธมิตรด้านประชาธิปไตยโลก เพื่อร่วมสกัดกั้นภัยคุกคามจากต่างประเทศ พร้อมมุ่งมั่นในการปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ปธน.ไล่ฯ ระบุว่า นอกจากการเสริมสร้างความร่วมมือทางความมั่นคงแล้ว พวกเรายังคาดหวังให้ไต้หวัน – สหรัฐฯ มุ่งสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรืองในระดับสากล หลายปีมานี้ การผลักดัน “แผนริเริ่มทางการค้าในศตวรรษที่ 21” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ โดยเชื่อว่า การเจรจาในภายภาคหน้า จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางความร่วมมือที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้นสืบไป
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า ภายใต้การสนับสนุนของรัฐสภาสหรัฐฯ ตนคาดหวังว่า ร่างกฎหมายว่าด้วยการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ ทั้งนี้ เพื่อสภาพแวดล้อมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ อันจะเป็นการยกระดับการลงทุนแบบทวิภาคี ความร่วมมือทางภาคอุตสาหกรรม และความทรหดทางเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ในอนาคตต่อไป
ต่อมา Mr. Merkley ได้กล่าวปราศรัย โดยระบุว่า การเดินทางเยือนไต้หวันของคณะตัวแทนในครั้งนี้ เน้นย้ำให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ สวมบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมาก แม้ว่าพวกเราจะต้องเผชิญกับประเด็นที่มีความเคร่งเครียดที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องในโอกาสแห่งความปิติยินดีของวงการเบสบอลไต้หวัน Mr. Merkley ขอแสดงความยินดีกับไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในการหยุดสถิติชนะรวด 27 นัดของญี่ปุ่นได้อย่างสวยงาม ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการแข่งขัน WBSC Premier 12 เชื่อว่า ชัยชนะในครั้งนี้จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไต้หวันตลอดไป
Mr. Merkley ยังระบุอีกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ไต้หวัน - รัฐออริแกน ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของข้าพเจ้า ได้สานสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง อันจะเห็นได้จากการที่ 2 รัฐออริแกน และไต้หวัน ร่วมลงนามผูกสัมพันธ์เป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน โดยทั้งสองฝ่ายมีโอกาสการลงทุนและความเชื่อมโยงทางการพาณิชย์ร่วมกันในหลากหลายมิติ
Mr. Merkley เน้นย้ำว่า ในระหว่างการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จะมุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ ในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความมั่นคงทางกลาโหม การเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับประชาคมโลก รวมไปถึงการเสริมสร้างความทรหดที่ต้องรับมือกับความท้าทายนานาประการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเดินทางเยือนของคณะตัวแทนสหรัฐฯ ในระหว่างการถ่ายโอนอำนาจการปกครองของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เพื่อต้องการแสดงจุดยืนให้เห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ต่างให้การสนับสนุนไต้หวันแบบข้ามพรรคอย่างหนักแน่น ตลอดจนคาดหวังที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ ให้เป็นไปในทิศทางเชิงลึกต่อไป
นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน ยังได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทน พร้อมแสดงความขอบคุณต่อ Mr. Merkley ที่ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แม้ยุคสมัยจะแตกต่างกันหรือมีการถ่ายโอนอำนาจการบริหารประเทศของรัฐบาล แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จะยังคงดำเนินไปในทิศทางที่ดี มีเสถียรภาพและจูงมือกันก้าวไปข้างหน้า