New Southbound Policy Portal
กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 31 ธ.ค. 68
เมื่อมองย้อนพิจารณาปี 2568 เนื่องด้วยสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพลิกผัน การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตลอดจนรวมไปถึงการแผ่ขยายอิทธิพลสู่ภายนอกของประเทศลัทธิอำนาจนิยม ที่ก่อเกิดเป็นภัยคุกคามและความสั่นคลอนที่เพิ่มมากขึ้นต่อระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะจีนอาศัยข้ออ้าง “วาระครบรอบ 80 ปี 3 รอบ”ในการสร้างแรงกดดันต่อไต้หวัน ผ่านรูปแบบ “สงครามลูกผสม” อาทิ การข่มขู่ด้วยกำลังทหาร , การสร้างแรงกดดันในพื้นที่ทางการทูต , แรงกดดันทางเศรษฐกิจ , นิติสงคราม , สงครามจิตวิทยา , สงครามมติมหาชน , สงครามข้อมูลข่าวสารและกลยุทธ์พื้นที่สีเทา เป็นต้น ตลอดจนการใช้อำนาจนอกอาณาเขตหรือการก่อความวุ่นวายข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลให้วิกฤตความท้าทายมีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่เปี่ยมด้วยความท้าทาย โอกาสและความไม่แน่นอน การธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงแต่มีส่วนเกี่ยวพันกับความมั่นคงของไต้หวันเท่านั้น แตยังเป็นฉันทามติขั้นสูงและผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมโลกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตัวแทนรัฐบาลไต้หวันที่ประจำการในต่างแดน จึงได้ยึดมั่นในความยืดหยุ่น ความเชื่อมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ในการบรรลุแนวคิด “การทูตเชิงค่านิยม” และวิสัยทัศน์ “ดินแดนแห่งเศรษฐกิจที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ที่ยื่นเสนอโดยปธน.ไล่ฯ พร้อมทั้งสำแดงให้เห็นข้อได้เปรียบที่หลากหลายของไต้หวัน ในฐานะ “ห่วงโซ่ค่านิยมด้านประชาธิปไตยโลก” , “พื้นที่ระยะห่วงโซ่ที่ 1 ในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก” และ “ระบบห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน” (Non-Red Supply Chain) ตลอดจนเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนกับกลุ่มประเทศพันธมิตรและบรรดามิตรประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างคุณูปการอย่างเป็นรูปธรรมในด้านสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองระดับภูมิภาคและระดับโลก ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
ในปี 2568 นายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ยื่นเสนอแผนแม่บทยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบูรณาการ ดับเบิ้ล 12” (Double 12) ซึ่งนอกจากจะเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 12 ประเทศพันธมิตรแล้ว ยังได้กำหนดให้พันธมิตรสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง เข้าสู่การวางรากฐานยุทธศาสตร์การทูตองค์รวม อาทิ กลุ่มประเทศสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนําระดับโลก 7 ประเทศ (G7) , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์และอินเดีย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำเสนอให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของไต้หวันในการขยายพื้นที่บนเวทีนานาชาติ และการเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางประชาธิปไตย เพื่อผลักดันให้ไต้หวันก้าวสู่ “ประเทศอำนาจปานกลาง” รูปแบบใหม่
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ เข้ารับตำแหน่งผู้นำไต้หวันเป็นต้นมา ได้ให้การต้อนรับเหล่าอาคันตุกะจำนวนกว่า 6,000 คนครั้งจาก 100 กว่าประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประชาคมโลกให้การยอมรับต่อค่านิยมด้านประชาธิปไตย เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของไต้หวัน ก้าวสู่การเป็นเกราะสนับสนุนทางการทูตที่แข็งแกร่งของไต้หวัน
สำหรับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไต้หวันและกลุ่มประเทศพันธมิตรทั้ง 12 ประเทศ ต่างคงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นอย่างมีเสถียรภาพ อันจะเห็นได้จากการไปมาหาสู่กันของเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูง อาทิ เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ปธน.ไล่ฯ ได้ออกเดินทางเยือนหมู่เกาะมาร์แชลล์ , ตูวาลูและปาเลา ตาม “แผนสร้างความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียน มุ่งสู่ความยั่งยืนอัจฉริยะ” ซึ่งตลอดวาระตำแหน่งที่ผ่านมาของรมว.หลินฯ ได้มีการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศพันธมิตรแล้ว 11 ประเทศ และในช่วงปี 2568 มีผู้นำประเทศจาก 9 ประเทศที่ทยอยเดินทางเยือนไต้หวัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีแบบทวิภาคี สำหรับโครงการความร่วมมือระหว่างไต้หวัน - กลุ่มประเทศพันธมิตร ก็ได้รับการเสริมสร้างให้ดำเนินไปในทิศทางเชิงลึก ภายใต้กรอบ “แผนปฏิบัติการสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศพันธมิตร” โดยไต้หวันและประเทศพันธมิตร ต่างจับมือกันส่งเสริมการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและความยืดหยุ่นทางสังคม ผ่านโครงการต้นแบบ 8 รายการหลัก ประกอบด้วย : ความยืดหยุ่นของระบบห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ , เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้และการบริหารรูปแบบดิจิทัล , พลังงานรูปแบบใหม่และความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต , โครงการต้นแบบสวนอัจฉริยะในต่างแดน , อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์อัจฉริยะ , การเกษตรรูปแบบใหม่อัจฉริยะ , การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและอธิปไตย AI
ในส่วนความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางเชิงลึก อันจะเห็นได้จากการที่หน่วยงานบริหารและรัฐสภาสหรัฐฯ แสดงให้เห็นความสำคัญต่อความมั่นคง ประชาธิปไตยและบทบาทของไต้หวัน ผ่านเอกสารนโยบายและวิธีการที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งยังได้อนุมัติจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเป็นวาระสม่ำเสมอ เพื่อช่วยยกระดับแสนยานุภาพให้แก่ไต้หวัน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน - ญี่ปุ่น ก็ดำเนินไปอย่างใกล้ชิด นอกจากการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้ว รัฐบาลและรัฐสภาญี่ปุ่นยังได้ร่วมเป็นกระบอกเสียงให้ไต้หวันในด้านสันติภาพและเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวันเป็นจำนวนบ่อยครั้ง ประกอบกับความเชื่อมโยงระหว่างไต้หวัน – ยุโรป ก็ทวีความแนบแน่นเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ , อินเดียและแคนาดา ต่างให้สนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผยและผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม ประกอบกับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมบุคลากร อุตสาหกรรมและความเชื่อมโยงทางค่านิยมในระดับภูมิภาค
ส่วนแง่มุมเศรษฐกิจ ก็บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เด่นชัด อันจะเห็นได้จากการที่รมว.หลินฯ นำคณะตัวแทนเดินทางเยือนสำรวจโอกาสธุรกิจในสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และปาเลา เมื่อช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กต.ไต้หวันยังได้มุ่งมั่นขยายพื้นที่บนเวทีนานาชาติของไต้หวัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศพันธมิตรและกลุ่มประเทศพันธมิตรที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ด้วยการเป็นกระบอกเสียงให้ไต้หวันบนเวทีการประชุมแบบพหุภาคี อาทิ UN , ICAO และ APEC
ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC เจ้าหน้าที่ตัวแทนไต้หวันได้แสดงจุดยืนที่กำชับไว้โดยปธน.ไล่ฯ ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (2) การแบ่งปันประสบการณ์อุตสาหกรรมต้นแบบ และ (3) การผลักดันการพัฒนา AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งแผนข้อเสนอของไต้หวันหลายรายการ ได้รับการกำหนดเข้าสู่เอกสารขั้นสูง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของไต้หวันในด้านการบริหารทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน กต.ไต้หวันยังได้ทำการจัดตั้งกลไกการทูตเชิงนวัตกรรม ผ่านการจัดการเสวนาระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงสิ่งแวดล้อม , กระทรวงวัฒนธรรม , กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ , กระทรวงเกษตร เป็นต้น เพื่อร่วมกันขยายพื้นที่ทางการทูต นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้แทนพิเศษ , คณะกรรมการที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ , สมาชิกคณะที่ปรึกษาทางการทูตและสาธารณสุขการแพทย์ ร่วมขยายขอบเขตศักยภาพทางการทูต พร้อมกันนี้ยังได้เสริมสร้างความเชื่อมโยงทางการทูตของคลังสมอง ผ่านการประชุมระดับนานาชาติ อาทิ “การประชุม Yushan Forum” , “การประชุม Ketagalan” เป็นต้น
นอกจากนี้ กต.ไต้หวันยังมุ่งผลักดันการทูตเยาวชนและการทูตวัฒนธรรม ผ่านการส่งเสริม “โครงการกองทุนสานฝันเยาวชนในต่างแดนมูลค่าหมื่นล้านเหรียญ” , “โครงการส่งเสริมให้เยาวชนจากประเทศพันธมิตรเดินทางเยือนไต้หวัน”และ “ทูตเยาวชนนานาชาติ”เป็นต้น เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนแบบทวิภาคีระหว่างภาคเยาวชน อีกทั้งยังได้นำเสนอความหลากหลาย นวัตกรรมและซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมของไต้หวัน ผ่านแพลตฟอร์มวัฒนธรรมระดับนานาชาติ อาทิ “ปีแห่งวัฒนธรรมไต้หวันในยุโรป”, “มหกรรมเอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากา” เป็นต้น
หลังจากนี้ กต.ไต้หวันจะดำเนินการผลักดัน “การยื่นขออนุมัติหนังสือเดินทางผ่านรูปแบบออนไลน์อย่างมีเงื่อนไข”เพื่อพิชิตเป้าหมายการบริหารรูปแบบดิจิทัลของรัฐบาลอัจฉริยะ และการเสริมสร้างการประชาสัมพันธ์ความมั่นคงด้านการท่องเที่ยวและการป้องกันการทุจริต
ในปี 2569 กต.ไต้หวันจะยังคงยึดมั่นความยืดหยุ่น ความเชื่อมั่นในการเดินหน้าตามภารกิจ“การทูตเชิงบูรณาการ”ด้วยการผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนในประเทศ และสร้างความปรองดองกับพันธมิตรด้านประชาธิปไตยทั่วโลก ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งค่านิยมด้านเสรีภาพและประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่บนเวทีนานาชาติ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันยังคงสามารถสร้างคุณูปการอย่างเป็นรูปธรรมต่อสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองระดับภูมิภาคและระดับโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความผกผัน อันจะเป็นการผลักดันให้ไต้หวันก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้ประชาคมโลกมองเห็นไต้หวัน เชื่อมั่นในไต้หวัน และก้าวเดินหน้าไปพร้อมไต้หวัน