New Southbound Policy Portal
ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 5 ม.ค. 69
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 5 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้ให้การต้อนรับ “คณะตัวแทนสมาคมหอการค้าแห่งชาติไต้หวัน (NIECT)” พร้อมระบุว่า เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก และความท้าทายด้านการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นเกราะสนับสนุนที่แข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานด้านการส่งออก , แผนการฟื้นฟูภาคธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการวางรากฐานทางการตลาด ควบคู่ไปกับการจับมือกับแวดวงอุตสาหกรรม ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ตลอดจนส่งเสริมให้ไต้หวันก้าวขึ้นสู่เวทีประชาคมโลกได้อย่างมั่นคงและก้าวไกล
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นอย่างยิ่งที่ได้มารวมตัวกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการนำเข้า – ส่งออก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการค้าของไต้หวัน พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อเหล่าผู้ประกอบการที่ร่วมอุทิศคุณประโยชน์ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจในไต้หวัน อีกทั้งยังระบุว่า อุตสาหกรรมการนำเข้า - ส่งออก ครองบทบาทสำคัญในกลไกเศรษฐกิจและการค้ามาเป็นระยะเวลานาน ถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ไต้หวันก้าวสู่เวทีโลก และส่งเสริมให้ประชาคมโลกก้าวสู่ไต้หวัน ในโอกาสนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อสมาคมหอการค้าไต้หวัน ที่มุ่งมั่นสวมบทบาทเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลในการรับมือกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ ผ่านการให้คำชี้แนะที่เป็นประโยชน์และการเข้ามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขยายพื้นที่บนเวทีนานาชาติให้แก่ภาคอุตสาหกรรม
ปธน.ไล่ฯ ระบุว่า ในปี 2568 กลไกเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายอย่างไม่สิ้นสุด ตามรายงานการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณ 3.2% ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไต้หวัน สำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวันคาดการณ์ไว้สูงถึง 7.37% นอกจากนี้ ด้วยอุปสงค์ทางเทคโนโลยี AI และการประมวลผลขั้นสูงที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการส่งออกของไต้หวัน นับวันยิ่งมีผลสัมฤทธิ์ที่เด่นชัดยิ่งขึ้น ตราบจนเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว มูลค่าการส่งออกของไต้หวันสูงแตะระดับ 578,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทุบสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าไต้หวันเปี่ยมด้วยศักยภาพการแข่งขันขั้นสูงและพลังขับเคลื่อนทางอุตสาหกรรมในตลาดโลก
ปธน.ไล่ฯ แถลงว่า ผลสัมฤทธิ์เหล่านี้มาจากการบุกเบิกและความพยายามของคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยได้มีการนำเข้าเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ และเจาะตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ของไต้หวันที่มีความน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ไต้หวันพัฒนาสู่การเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก , การปรับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตลอดจนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น รัฐบาลจะสวมบทบาทเป็นเกราะให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการยกระดับความยืดหยุ่นของระบบห่วงโซ่อุปทาน ผ่านโครงการส่งเสริมการลงทุนในไต้หวัน 3 รายการหลัก รวมถึงมาตรการการพัฒนาเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นทางความมั่นคงของประเทศชาติ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเศรษฐการได้ผลักดัน “โครงการสนับสนุนระบบห่วงโซ่อุปทานด้านการส่งออก” มูลค่ารวม 46,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อให้การสนับสนุนมาตรการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เงินอุดหนุนด้านการวิจัยพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนผ่าน , สินเชื่อเพื่อการส่งออก , การค้ำประกันสินเชื่อและการช่วยแสวงหาโอกาสในการคว้าใบสั่งซื้อจากต่างประเทศ เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านเงินทุนของภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมติเห็นชอบต่อ “โครงการพัฒนาฟื้นฟูความหลากหลายของธุรกิจ SMEs” รวมมูลค่า 11,600 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล , การเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และการขยายช่องทางการจำหน่าย รวมไปถึงการผลักดันมาตรการการเข้าถึงบริการทางการเงิน , สิทธิประโยชน์ด้านภาษีค่าเช่าและกลไกการค้ำประกัน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถก้าวทันกระแสนานาชาติ ตลอดจนเป็นการยกระดับศักยภาพการแข่งขันในภาพรวม