New Southbound Policy Portal

รองนรม.ไต้หวันเป็นประธาน “การประชุมด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ” โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะจัดตั้งกลไกป้องกันและสกัดกั้นแบบบูรณาการด้วยอากาศยานไร้คนขับระดับพื้นที่ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ควบคู่กับการเสริมร้างความยืดหยุ่นในการป้องกันของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

สภาบริหาร วันที่ 9 ม.ค. 69

เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีเติ้งลี่จวิน ทำหน้าที่เป็นประธานใน “การประชุมด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้สภาบริหาร ครั้งที่ 16” พร้อมรับฟังรายงานความคืบหน้า “แผนการจัดตั้งกลไกป้องกันและสกัดกั้นแบบบูรณาการด้วยอากาศยานไร้คนขับระดับพื้นที่ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” และรายงานสถานการณ์ล่าสุดตาม “กลยุทธ์และการสังเกตการณ์การฝึกซ้อมเพื่อการสร้างเมืองยืดหยุ่น ประจำปี 2568” โดยรองนรม.เติ้งฯ กล่าวว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกิดจากกลยุทธ์พื้นที่สีเทา ความเสี่ยงในพื้นที่สงครามและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CI) อย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดตั้งระบบป้องกันและสกัดกั้นระดับภูมิภาค สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนากลไกภาพรวม ระหว่าง CI , รัฐบาลท้องถิ่นและกลไกการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ในการธำรงรักษาเสถียรภาพทางสังคมและการดำเนินชีวิตของพลเมือง
 
รองนรม.เติ้งฯ กล่าวว่า ในปี 2568 มี CI จำนวน 35 แห่งที่ขานรับต่อ “การฝึกซ้อมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของเมือง ประจำปี 2568” และได้รับความร่วมมือจากเทศบาลท้องถิ่น จำนวน 11 แห่งในการเข้าร่วมดำเนินการ ซึ่งการฝึกซ้อมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งมอบประสบการณ์การบูรณาการที่ยอดเยี่ยม และเป็นการทดสอบว่า CI สามารถคงไว้ซึ่งความยืดหยุ่นในการบริหารรับมือ และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันอย่างสามัคคี ระหว่างส่วนกลางและเทศบาลท้องถิ่น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการบูรณาการและประสานความร่วมมือ ระหว่าง CI รวมถึงเหล่าทหารและภาคพลเรือน
 
รองนรม.เติ้งฯ เน้นย้ำว่า เพื่อสรรสร้างไต้หวันที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่น และเพื่อส่งเสริมให้รัฐบาลและภาคประชาสังคม สามารถดำเนินภารกิจราชการได้ตามปกติ ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติและภาวะฉุกเฉิน เมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน จึงได้ทำหน้าที่เป็นประธานใน “การประชุมคณะกรรมาธิการด้านความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคม ครั้งที่ 4” โดยระบุว่า ในอนาคต รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการทรัพยากรและศักยภาพแบบข้ามหน่วยงาน พร้อมทั้งพิจารณาทบทวนและปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ภารกิจการสร้างความยืดหยุ่นในการปกป้องภาคประชาสังคม ดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง โดยในจำนวนนี้ การบริหารความมั่นคงด้วยตนเองของ CI และกลไกการคุ้มครองความมั่นคง มีความสำคัญยิ่งยวด ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา ได้มีการวางรากฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งอย่างบังเกิดผลเป็นรูปธรรม
 
หลังจากการรับฟัง “แผนการจัดตั้งกลไกป้องกันและสกัดกั้นแบบบูรณาการด้วยอากาศยานไร้คนขับระดับพื้นที่ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” รองนรม.เติ้งฯ แถลงว่า เพื่อรับมือกับการซ้อมรบของจีนและความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ในระยะที่ผ่านมา ไต้หวันจำเป็นต้องเตรียมการให้พร้อมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และความเป็นไปได้ของการปะทุความขัดแย้งในพื้นที่สีเทา ซึ่งรวมถึงการคาดการณ์ความเสี่ยงในกรณีการรุกรานผ่านอากาศยานไร้คนขับ จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกลไกการป้องกันและสกัดกั้นแนวร่วม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์
 
ต่อประเด็นรายงานสถานการณ์ล่าสุดตาม “กลยุทธ์และการสังเกตการณ์การฝึกซ้อมเพื่อการสร้างเมืองยืดหยุ่น ประจำปี 2568” รองนรม.เติ้งฯ กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้ว การฝึกซ้อมความยืดหยุ่นของเมือง ที่ผสานเข้ากับการฝึกซ้อมความทรหดในเมือง (Urban Resilience Exercise) ที่วางแผนโดยหน่วยระดมสรรพกำลังทางทหาร ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพการตอบสนองที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง CI และเทศบาลท้องถิ่น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่สีเทา โดยเฉพาะการรับมือต่อภัยสงคราม