New Southbound Policy Portal
สภาบริหาร วันที่ 13 ม.ค. 69
เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อเชิญเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย : กระทรวงเศรษฐการ (MOEA) , กระทรวงมหาดไทย (MOI) , กระทรวงเกษตร (MOA) , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงสิ่งแวดล้อม (MOENV) , คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) , คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTC) , คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (FSC) และกระทรวงการคลัง (MOF) เป็นต้น เข้าร่วมจัดการประชุมอภิปราย "คณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์" ในที่ประชุม เจ้าหน้าที่ MOEA ได้ชี้แจงว่า นับตั้งแต่ที่ริเริ่มการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมชายฝั่ง เป็นต้นมาจวบจนปี พ.ศ. 2568 ขณะนี้ พวกเราประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งเป็นจำนวน 8 แห่ง ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์กังหันลมแล้วกว่า 474 ตัว มีกำลังการผลิต 4.4 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่ง MOEA จะเดินหน้าผลักดันการวิจัยพัฒนาแผนการจัดตั้งฟาร์มกังหันลมอย่างต่อเนื่อง
รองนรม.เติ้งฯ เรียกร้องให้ MOEA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวิเคราะห์และรวบรวมพิจารณาการซ้อนทับข้อมูลแผนที่ทางทะเล เพื่อประเมินขอบเขตพื้นที่ทางทะเลสูงสุดที่ไต้หวันสามารถใช้ติดตั้งพลังงานลมนอกชายฝั่งได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการวางแผนองค์ประกอบภาพรวมอย่างมีวิสัยทัศน์ พร้อมกันนี้ รองนรม.เติ้งฯ ยังกำชับให้ MOEA ชี้แจงทิศทางการวางแผนพัฒนาและเป้าหมายระยะกลาง – ระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการร่วมรับทราบในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเตรียมการประเมินและการจัดเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าอย่างเหมาะสม
NDC คาดการณ์ว่า พลังงานลมนอกชายฝั่งต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 2 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ภายในปี พ.ศ.2578 ซึ่งขณะนี้ NDC ได้กำหนดให้พลังงานลมนอกชายฝั่งได้รับการบัญญัติเข้าสู่โครงการที่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ “แผนปฏิบัติการการพัฒนาประเทศด้วยเงินลงทุนล้านล้านเหรียญไต้หวัน” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้การพัฒนาโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเดือนตุลาคม 2567 สภาบริหารได้ปรับเพิ่มสัดส่วนค้ำประกัน ภายใต้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐ เพิ่มขึ้นสูงสุด 80% จากเดิม 60% เพื่อสร้างแรงจูงใจในการให้สินเชื่อธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยในปี 2568 มีโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ได้รับการค้ำประกันสินเชื่อ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ ยอดค้ำประกันสินเชื่อมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 37,060 ล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการข้างต้นเริ่มก่อให้เกิดผลเชิงรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ FSC รายงานว่า เพื่อส่งเสริมให้เงินทุนของธุรกิจประกันภัยอัดฉีดเข้าสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง จึงได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการสนับสนุนหลายรายการ อาทิ การปรับลดอัตราความเสี่ยงสำหรับการลงทุนทางอ้อมของธุรกิจประกันภัย ผ่านกองทุนส่วนบุคคลและบริษัทร่วมทุน จากเดิม 10.18% ให้เหลือเพียง 1.28% นอกจากนี้ สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ก็ได้มีการปรับลดอัตราความเสี่ยงจาก 33.75% มาเป็น 17.25% เพื่อปรับเกณฑ์มาตรฐานการเข้าลงทุน และเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าลงทุนของธุรกิจประกันภัย
รองนรม.เติ้งฯ มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การสนับสนุนด้านการเงินสีเขียว สำหรับพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนด้านพลังงานลมที่ครอบคลุมสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยแรงดึงดูด อันจะเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพและขยายศักยภาพการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมและสังคม ขณะเดียวกัน รองนรม.เติ้งฯ ยังได้กำชับให้ NDC และ FSC เข้ามีส่วนร่วมในการประชุมหารือกับผู้ประกอบการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่จัดขึ้นโดย MOEA โดยอาศัยการสื่อสารกับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อการชี้แจงและประชาสัมพันธ์มาตรการสนับสนุนด้านการลงทุนและการจัดหาเงินทุนของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือนโยบายต่างๆ ถูกส่งผ่านและนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ในภาพรวม ภายใต้นโยบายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ NDC ยังได้รายงานประสบการณ์และผลสัมฤทธิ์ ภายใต้โครงการ “การทดลองรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO ในภาคประชาสังคม” โดยอาศัยการชี้แนะอย่างเป็นระบบตามแนวทาง “การเชื่อมโยงทรัพยากร การอัดฉีดเทคโนโลยีและการจัดตั้งระบบ” เพื่อส่งเสริมให้องค์กรเอกชนก้าวข้ามกรอบจำกัดทางเทคโนโลยีและข้อจำกัดด้านระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จวบจนปัจจุบัน เราได้จัดดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง รวม 63 รายการจากองค์กรเอกชน 44 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่องค์การนอกภาครัฐ (NGO) และกลุ่มสตาร์ทอัพเป็นหัวแรงหลัก พื้นที่สาธิตครอบคลุมในพื้นที่ทั่วไต้หวันในสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 โดยมีหัวข้อครอบคลุมทั้งในประเด็นวิถีชีวิตรูปแบบ NET ZERO , ทรัพยากรหมุนเวียนและพลังงานสีเขียวในพื้นที่ชุมชน อนึ่ง รองนรม.เติ้งฯ หวังจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือกัน เชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายระดับชุมชน ภายใต้การทดลองรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO ในภาคประชาสังคม พร้อมอัดฉีดงบประมาณและการบูรณาการทรัพยากร ขยายขอบเขตการเข้าร่วมของภาคประชาสังคม ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย NET ZERO เพื่อพัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านสู่ NET ZERO ในรูปแบบใหม่