New Southbound Policy Portal

สรุปผลการเจรจาภาษีศุลกากร ระหว่างไต้หวัน–สหรัฐฯ

สภาบริหาร วันที่ 16 ม.ค. 69

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ตามเวลาในเขตตะวันออกของสหรัฐฯ นางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรี และคณะผู้แทนการเจรจาฝ่ายไต้หวันที่นำโดยนางหยางเจินหนี เจ้าหน้าที่สำนักงานเจรจาทางเศรษฐกิจและการค้า ภายใต้สภาบริหาร และคณะผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ที่นำโดย Mr. Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ และ Mr. Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ร่วมจัดการประชุมสรุปผลการเจรจา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายต่างร่วมหารือเจรจากันอย่างเข้มข้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายประการ อาทิ  "การปรับลดอัตราภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของไต้หวัน ให้เหลือ 15% โดยไม่บวกเพิ่มอัตราภาษีแบบสิทธิพิเศษ (MFN) ; สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สำหรับอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง ตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรา 232 ; การขยายความร่วมมือด้านการลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน และการกระชับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ด้านการลงทุน ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำสหรัฐฯ (TECRO) และสถาบันอเมริกาในไต้หวัน (AIT)
 
คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ แถลงว่า เนื่องจากไต้หวันเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยสัดส่วนกว่าร้อยละ 90% ของการขาดดุล มาจากเซมิคอนดักเตอร์ , สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างการประชุม พวกเราจึงได้มุ่งเน้นการอภิปรายสู่ประเด็นมาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) และร่วมจัดการเจรจาอย่างเข้มข้นกับคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานการค้าสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีมาตรา 232 ซึ่งประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้รวม 4 มิติหลัก ดังนี้ :
 
ประการแรก : การปรับลดอัตราภาษีต่อไต้หวันลงเหลือ 15% โดยไม่บวกเพิ่มอัตราภาษีแบบสิทธิพิเศษ (MFN) ซึ่งไต้หวันจะได้รับ “สิทธิประโยชน์ที่พิเศษสุดในฐานะประเทศพันธมิตร” เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสหภาพยุโรป ซึ่งหลังจากการปรับลดอัตราภาษีแล้ว ศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม อาทิ เครื่องจักรกลและเครื่องมือช่าง ก็จะได้รับการยกระดับเพิ่มสูงขึ้นด้วย
 
ประการที่สอง : ไต้หวันกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ส่งเสริมให้นักลงทุนชาวไต้หวันที่มีความประสงค์จะเข้าลงทุนในสหรัฐฯ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรสูงสุดด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้รับการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสูงสุด ตามมาตรา 232 ในสินค้าประเภทชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์และวัสดุไม้ เป็นต้น
 
คณะทำงานระบุว่า สหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีเซมิคอนดักเตอร์ตามมาตรา 232 ชุดแรกไปเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% เฉพาะชิปบางประเภท อาทิ เซิร์ฟเวอร์ , การ์ดจอและชิปประมวลผลขั้นสูงสำหรับชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แต่จากการอ้างอิงนโยบายตามที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าด้านเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต หรือการปรับอัตราภาษีเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดแก่ผู้ประกอบการไต้หวันด้านเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าที่เกี่ยวข้อง จึงมีส่วนช่วยลดปัจจัยความไม่แน่นอนในการวางแผนรุกขยายการตลาดในสหรัฐฯ ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังให้คำมั่นว่า วัสดุตั้งต้น , เครื่องจักรและชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผู้ประกอบการไต้หวันต้องการจัดส่งเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อการจัดตั้งโรงงานและการบริหารดำเนินงานนั้น สามารถได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรต่างตอบแทนและภาษีตามมาตรา 232
 
นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ข้างต้นแล้ว ไต้หวันยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามมาตรา 232 ในหลากหลายรายการ ทั้งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ , เฟอร์นิเจอร์ไม้ , ชิ้นส่วนอะไหล่ยานอวกาศ สำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ อาจกำหนดเพิ่มเข้าสู่มาตรา 232 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมพิจารณาหารือจัดตั้งกลไกที่ปรึกษาเพื่อคว้าสิทธิประโยชน์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง
 
ประการที่สาม : ประสบความสำเร็จในการต่อรองให้ผู้ประกอบการไต้หวัน รุกขยายตลาดเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสหรัฐฯ ผ่านกลไก “รูปแบบไต้หวัน” เพื่อสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม พร้อมทั้งขยายและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลกของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในไต้หวัน
 
หลังจากการปรึกษาเจรจากันอย่างเข้มข้น ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ ยินดีและยอมรับให้ไต้หวันประสานความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานกับสหรัฐฯ ผ่านกลไก “รูปแบบไต้หวัน” ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการไต้หวันสามารถขยายอาณาเขตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ ICT ในสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไต้หวันแล้ว ยังเป็นการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ในเชิงลึกอีกด้วย
 
ภายใต้การวางแผนด้านการลงทุนของกลุ่มผู้ประกอบการไต้หวัน ไต้หวันยินดีให้คำมั่นในการเข้าลงทุนในสหรัฐฯ ผ่านการอัดฉีดเงินทุน รวม 2 ประเภท ได้แก่ : การลงทุนด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบการภาคธุรกิจของไต้หวัน รวมมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมด้านเซมิคอนดักเตอร์ , การประยุกต์ใช้ AI และกลไกการบริการการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Manufacturing Services, EMS) รวมถึงพลังงานและอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนประเภทที่สองคือ การสนับสนุนสถาบันการเงินด้วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อโดยรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งกำหนดยอดวงเงินรวมสูงสุดที่ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งขอบเขตการลงทุนครอบคลุมทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทาน ICT เป็นต้น
 
เพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้ประกอบการไต้หวัน พำนักอาศัยในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มีคุณภาพ ฝ่ายสหรัฐฯ จึงได้ให้คำมั่นว่าจะช่วยบูรณาการจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็น อาทิ ที่ดิน , ประปา , ไฟฟ้า , โครงสร้างพื้นฐาน , สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรและโครงการตรวจลงตรา เป็นต้น
 
ประการสุดท้าย : ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ ลงทุนแบบคู่ขนาน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านห่วงโซ่อุปทาน AI
 
คณะทำงานชี้แจงว่า อุตสาหกรรมระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในระยะยาว การขยายขอบเขตการลงทุนจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรืองแก่กัน โดยสหรัฐฯ หวังที่จะจัดตั้งห่วงโซ่อุปทาน AI ในพื้นที่ เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลาง AI ระดับสากล ส่วนไต้หวันก็ยึดมั่นในยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่สำคัญในการตั้งรากฐานที่มั่นคงในประเทศ พัฒนาไปสู่ประชาคมโลก ด้วยเหตุนี้ การขยายรากฐานในสหรัฐฯ ด้วยศักยภาพการผลิตขั้นสูงไต้หวัน ที่ผนวกเข้ากับการวิจัยด้านนวัตกรรม บุคลากรและการตลาดของสหรัฐฯ จะเป็นการส่งเสริมให้ความสัมพันธ์แบบทวิภาคี ก้าวสู่การเป็นพันธมิตรรูปแบบหุ้นส่วนทางเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญระหว่างกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมรักษาสถานภาพบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระดับสากลให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
 
คณะทำงานเน้นย้ำว่า นอกเหนือจากการขยายขอบเขตการลงทุนในสหรัฐฯ แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้ให้คำมั่นในการจัดตั้ง “กลไกการลงทุนแบบทวิภาคี” โดยสหรัฐฯ จะเดินหน้าขยายขอบเขตการลงทุนในไต้หวัน ภายใต้โครงการ “5 อุตสาหกรรมหลักที่มีความน่าเชื่อถือ” นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าสหรัฐฯ และหน่วยงานความร่วมมือทางการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. International Development Finance Corporation, DFC) ก็จะจับมือกับไต้หวัน เพื่อให้การสนับสนุนหน่วยงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ อัดฉีดเงินลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมสำคัญในไต้หวัน