New Southbound Policy Portal
สภาบริหาร วันที่ 20 ม.ค. 69
เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน พร้อมด้วยนางเจิ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรี , นายจางฉุนหาญ เลขาธิการสภาบริหาร , นางหยางเจินหนี รัฐมนตรีประจำสภาบริหารและผู้แทนเจรจาของสำนักงานเจรจาเศรษฐกิจและการค้า ภายใต้สภาบริหารของไต้หวัน , นางหลี่ฮุ่ยจือ โฆษกสภาบริหาร , นายกงหมิงซิน รัฐมนตรียว่าการกระทรวงเศรษฐการ และนายจานฟางก้วน รองประธานคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) ร่วมจัด “งานแถลงข่าวความคืบหน้าของการเจรจาภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” เพื่อชี้แจงให้สาธารณชนร่วมรับทราบผลลัพธ์การเจรจาภาษีศุลกากร ระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ และสถานการณ์ความคืบหน้าในการลงนาม “ความตกลงทางการค้าเท่าเทียม ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” (Agreement on Reciprocal Trade, ART) รวมถึงผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมและการรับมือ หลังเสร็จสิ้นการเจรจามาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทน
นรม.จั๋วฯ กล่าวว่า รองนรม.เจิ้งฯ มุ่งมั่นผลักดันการเจรจามาตรการภาษีกับฝ่ายสหรัฐฯ มาเป็นระยะเวลากว่า 10 เดือน เมื่อมองย้อนไปยังการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2567 รัฐบาลได้ตระหนักเห็นว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกผัน ด้วยเหตุนี้ สภาบริหารจึงได้มีมติจัดตั้ง “คณะทำงานการทูตเชิงเศรษฐกิจ” ขึ้นในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ต่อด้วยการจัดตั้ง “คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” ขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2567
นรม.จั๋วฯ ระบุว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ ประกาศปรับมาตรการภาษีศุลกากรเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 3 เมษายน 2568 ตามเวลาในเขตไต้หวัน “คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” ได้ใช้เวลาหลายเดือนทำการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ต่างๆ หลังการปรับเพิ่มอัตราภาษี ซึ่งในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลได้ยื่นเสนอรายงานผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งประเมินว่า หากภาษีถูกปรับขึ้นขั้นต่ำร้อยละ 10% จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไต้หวัน รวมมูลค่า 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน หากถูกปรับขึ้นสู่อัตราร้อยละ 20% อาจส่งผลกระทบ รวมมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญไต้หวัน และหากถูกปรับขึ้นสูงถึงร้อยละ 30% คาดว่าจะส่งผลกระทบสูงสุด รวมกว่า 80,000 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยในวันที่ 4 เมษายน สภาบริหารได้จัดงานแถลงข่าว “แผนการสนับสนุนระบบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของไต้หวัน เพื่อรับมือกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ” พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณพิเศษ 88,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งภายหลังถูกปรับเพิ่มเป็น 93,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ไต้หวันนับเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้มีการยื่นเสนอแผนการพยุงภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อส่งเสริมให้ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญและเกิดความเข้าใจต่อแผนปฏิบัติการของไต้หวัน รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉินจึงได้ยื่นเสนอ “แผนการ Golden Plan” นอกจากนี้ รองนรม.เจิ้งฯ ยังได้ยื่นเสนอกลไกความร่วมมือ “รูปแบบไต้หวัน” ที่แบ่งออกเป็น : การลงทุนด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบการภาคธุรกิจของไต้หวัน รวมมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการสนับสนุนสถาบันการเงินด้วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อโดยรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งกำหนดยอดวงเงินรวมสูงสุดที่ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รองนรม.เจิ้งฯ กล่าวว่า การเจรจาในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายร่วมบรรลุฉันทามติ รวม 4 ประการ ดังนี้ : การปรับลดอัตราภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของไต้หวัน ให้เหลือ 15% โดยไม่จัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน ; สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สำหรับอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง ตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรา 232 ; ไต้หวันจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรและสิทธิ์โควตาปลอดภาษี นอกจากนี้ ไต้หวัน - สหรัฐฯ ยังมีกำหนดการลงนาม “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ด้านการลงทุน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” ซึ่งช่วงเวลาหลังจากนี้ในไม่กี่สัปดาห์ ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการลงนาม “ความตกลงทางการค้าเท่าเทียม ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯ จะเร่งผ่านมติ “ความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน” (ADTA) โดยเร็ววัน
สำหรับกลไกการสนับสนุนสถาบันการเงินด้วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อโดยรัฐบาลไต้หวัน รองนรม.เจิ้งฯ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้มีการจัดตั้งกลไกการค้ำประกันเครดิตแห่งชาติขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) โดยในอนาคต รัฐบาลจะจัดตั้งกลไกการค้ำประกันสินเชื่อในกรณีพิเศษขึ้น ภายใต้กลไกข้างต้น เพื่อการอนุมัติสินเชื่อในวงเงินสูงสุด รวม 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รองนรม.เจิ้งฯ กล่าวว่า MOU มิได้ระบุซึ่งขอบเขตระยะเวลาที่จำกัด ผู้ประกอบการภาคธุรกิจสามารถยื่นขอสินเชื่อเมื่อจำเป็น โดยธนาคารจะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบเครดิต กลไกการค้ำประกันจึงจะได้รับอนุมัติให้เปิดใช้งานได้
รองนรม.เจิ้งฯ กล่าวว่า ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ มิใช่การถ่ายโอนห่วงโซ่อุปทานไต้หวันไปสู่ต่างประเทศ แต่เป็นการขยายศักยภาพทางอุตสาหกรรมสู่ประเทศภายนอก โดยเฉพาะหลายปีมานี้ การลงทุนในต่างประเทศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศในภาพรวม เฉพาะเมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการผลิตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ได้สร้างยอดทะลุ 6.5 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมของไต้หวัน มีทิศทางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รองนรม.เจิ้งฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเน้นย้ำหลักการ “Taiwan can help” โดยหวังว่าในอนาคตจะมุ่งสู่ทิศทางหลักการ “Taiwan-U.S. can lead” โดยเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ MOU ด้านการลงทุน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ คือการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน วางรากฐานสู่เวทีโลกด้วย “รูปแบบไต้หวัน” ภายใต้แนวคิด “การจัดตั้งรากฐานในไต้หวัน แผ่ขยายไปสู่ประชาคมโลก” เพื่อแผ่ขยายกิ่งก้านศักยภาพของไต้หวันให้พัฒนาไปสู่อีกขั้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นการสำแดงให้เห็นประสิทธิภาพที่เพิ่มพูน ภายใต้การจับมือกันระหว่างไต้หวัน – สหรัฐฯ ทั้งนี้ เพื่อการจัดตั้งระบบห่วงโซ่อุปทานทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ ได้รับการยกระดับไปสู่ความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเทคโนโลยี AI รวมถึงความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางการค้าที่เอื้อประโยชน์แก่กัน
ต่อประเด็นความคืบหน้าของการลงนาม “ความตกลงทางการค้าเท่าเทียม ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” รมว.หยางฯ กล่าวว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างเอกสารข้อตกลงในขั้นตอนสุดท้าย และตรวจสอบรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีที่เท่าเทียม และในส่วนรายการที่ถูกปรับลดภาษี ส่วนข้อเรียกร้องที่ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการให้ไต้หวันเปิดตลาดเสรีนั้น ไต้หวันยังคงยึดมั่นในหลักการ “การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหารและความยืดหยุ่นทางกลาโหม” ในการร่วมเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งหลังเสร็จสิ้นการลงนามแล้ว จะทำการชี้แจงสาระสำคัญของรายงานให้ภาคประชาชนได้รับทราบกันโดยถ้วนหน้า และจะยื่นส่งต่อให้แก่สภานิติบัญญัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย ควบคู่ไปกับการยื่นเสนอรายงานการประเมินผลกระทบ เชื่อว่าการลงนาม “ความตกลงทางการค้าเท่าเทียม ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” จะมีส่วนช่วยให้นโยบายทางเศรษฐกิจและการค้าของไต้หวัน เชื่อมโยงสู่เวทีโลกได้อย่างครอบคลุม