New Southbound Policy Portal

นายกฯ จั๋วหรงไท่ ต้อนรับคณะสมาคมธุรกิจไต้หวัน–สหรัฐฯ พร้อมหนุนความร่วมมือภาษีและเทคโนโลยี

สภาบริหาร 27 มกราคม 2569

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี แห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสมาคมธุรกิจไต้หวัน–สหรัฐอเมริกา (US-Taiwan Business Council, USTBC) โดยชี้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ไต้หวันและสหรัฐฯ ได้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และภาษีศุลกากรที่เท่าเทียม โดยสามารถเจรจาให้ได้อัตราภาษีศุลกากรแบบเท่าเทียมที่ 15% รวมถึงสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งช่วยคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของไต้หวัน เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในตลาดโลก ในอนาคต รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดัน “โครงการก่อสร้างสำคัญด้าน AI ชุดใหม่ 10 ประการ” อย่างต่อเนื่อง โดยในกระบวนการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ ความมั่นคงด้านพลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรม หวังว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-Win ระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ และร่วมกันวางรากฐานห่วงโซ่อุปทานแห่งประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง

โดยคณะผู้แทนฯ ในครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ กลาโหม การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค และจะมีการจัดการประชุมหารือหลายรายการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ฝ่ายสหรัฐฯ มีต่อการเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานไต้หวัน–สหรัฐฯ และการขยายตลาดของทั้งสองฝ่าย

นายกรัฐมนตรีจั๋วฯ เน้นย้ำว่า โมเดลไต้หวันที่รัฐบาลเสนอ จะนำเอาประสบการณ์ในการพัฒนาของไต้หวันในอดีต มาใช้ในการช่วยสหรัฐฯ จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรม และผลักดันการลงทุนระยะยาวของภาคธุรกิจทั้งสองฝ่ายในสหรัฐอเมริกาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ไต้หวันคือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานแห่งประชาธิปไตย

ในประเด็นการยกระดับอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรีจั๋วฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้มุ่งมั่นผลักดัน “อุตสาหกรรมแห่งความไว้วางใจ 5 ด้าน” และฝ่ายบริหารได้ต่อยอดเป็น “โครงการเมกะโปรเจคด้าน AI โฉมใหม่ 10 ประการ” โดยมี พระราชบัญญัติพื้นฐานว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นกรอบกฎหมายรองรับ ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะมีการลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2040 จะสามารถสร้างตำแหน่งงาน 500,000 ตำแหน่ง บ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ 500,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 15 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน

ในด้านการลงทุนสองทาง นายกรัฐมนตรีจั๋วฯ เน้นว่า เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การผลักดัน “ความตกลงไต้หวัน–สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน” (Agreement on the Avoidance of Double Taxation: ADTA) จึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง

โดยนายกรัฐมนตรีจั๋วฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่บริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taiwan Power Company) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการกับบริษัทเวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก (Westinghouse Electric) ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการพิจารณาการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3 ใหม่อีกครั้ง โดยหวังอาศัยการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากเวสติงเฮาส์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตนเองและการสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับการเดินเครื่องระยะยาว อันจะช่วยรับประกันความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของไต้หวัน

ด้าน Mr. Keith J. Krach ประธานสมาคมฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการลงนามความตกลงการค้าเสรีและบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ เขาระบุว่า การที่บริษัทอเมริกันเข้ามาลงทุนในไต้หวัน จะเป็นตัวอย่างที่ช่วยดึงดูดพันธมิตรของสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในไต้หวันมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การลงทุนของ TSMC ในสหรัฐฯ ก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายอื่นๆ เดินหน้าลงทุนในสหรัฐฯ ตามไปด้วย ซึ่งเม็ดเงินลงทุนที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากให้แก่สหรัฐฯ ตามไปด้วย