New Southbound Policy Portal

ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมกล่าวปราศรัยในระหว่าง “การประชุมว่าด้วยการบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน”

ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 30 ม.ค. 69

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน กล่าวปราศรัยในระหว่าง “การประชุมด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน” ผ่านการบันทึกวิดีทัศน์ล่วงหน้า โดยระบุว่า ไต้หวัน – ญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นพันธมิตรเชิงค่านิยมด้านประชาธิปไตยแล้ว ยังเอื้อประโยชน์แก่กันในด้านการรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไต้หวันได้จัดตั้ง “คณะกรรมการความยืดหยุ่นในการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคม” เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสถิติ รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะจับมือกันร่วมสร้างต้นแบบความยืดหยุ่นในการปกป้องประเทศในภูมิภาคเอเชียไปจนถึงระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างใกล้ชิด ระหว่างไต้หวัน – ญี่ปุ่น
 
สาระสำคัญของการปราศรัยในครั้งนี้ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้ :

“การประชุมด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่น - ไต้หวัน” ประจำปีนี้จัดขึ้น ณ ท่าเรือนครเกาสง โดยปธน.ไล่ฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อสมาคมแลกเปลี่ยนญี่ปุ่น - ไต้หวัน (Japan - Taiwan Exchange Association) และมหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง (NYCU) สำหรับการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อส่งเสริมให้การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างไต้หวัน - ญี่ปุ่น ดำเนินไปในทิศทางเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง
 
การประชุมในครั้งนี้ได้ดึงดูดตัวแทนจากเมืองเซ็นไดและเมืองคูมาโมโตะของญี่ปุ่น และตัวแทนจากนครเกาสงและนครไถหนาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในตัวเมืองซึ่งกันและกัน ซึ่งประสบการณ์การบูรณะฟื้นฟูพื้นที่ ประสบภัยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในพื้นที่เซนได ภูมิภาคโทโฮกุ ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ถือเป็นต้นแบบเมืองที่มีความยืดหยุ่นระดับโลก ส่วนเมืองคูมาโมโตะนอกจากจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับไต้หวัน ในด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ยังมีข้อได้เปรียบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลและการวางแผนการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และซึมซับเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในไต้หวัน
 
นครเกาสงและนครไถหนาน ถือเป็นอาณาจักรวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน หลายปีมานี้ ทั้งสองพื้นที่ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ในการยกระดับศักยภาพการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายซ้ำซ้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งภัยพิบัติอาจเกิดจากภัยธรรมชาติหรือจากฝีมือมนุษย์ และอาจเป็นเหตุการณ์เดียวหรืออาจเป็นภัยพิบัติลูกผสม
 
ด้วยเหตุนี้ ปธน.ไล่ฯ จึงได้จัดตั้ง “คณะกรรมการความยืดหยุ่นในการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคม” ขึ้นในทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อบูรณาการทรัพยากรจากส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น รัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภารกิจการป้องกันภัย สามารถแผ่ขยายครอบคลุมไปสู่ทั่วทุกมุมในสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศชาติที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น
 
ภารกิจด้านการป้องกันประเทศของภาคประชาสังคมที่พวกเรามุ่งผลักดัน และหัวข้อการประชุมในครั้งนี้ มีส่วนที่คล้ายคลึงกันหลายจุด ประการแรกคือ “การปกป้องรักษาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน , ทรัพยากรน้ำ , เทคโนโลยีสารสนเทศและโครงข่ายคมนาคม พวกเราล้วนแต่จำเป็นต้องสร้างเสริมสังคม ให้ยังคงสามารถบริหารภารกิจและฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ ในระหว่างการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่มีขอบเขตขนาดใหญ่
 
ประการที่สองคือ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสถิติ” พวกเราจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในการเข้าช่วยเหลือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติอย่างแม่นยำ และระบบสัญญาณแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบาย
 
ประการที่สามคือ “การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน” เนื่องด้วยภารกิจการป้องกันภัย มิใช่ภาระหน้าที่เพียงเฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังต้องผนวกเข้ากับพลังสำคัญอย่างองค์การเอกชนและหน่วยงานชุมชน พวกเราจึงจำเป็นต้องสร้างเสริมความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อมรับมือ เพื่อให้การป้องกันภัยหล่อหลอมเป็น DNA ของภาคประชาชนทั่วประเทศ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ก็พร้อมที่จะรับมือด้วยการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างทันท่วงที
 
ญี่ปุ่นมีระบบการออกแบบที่มีความสมบูรณ์และประสบการณ์การศึกษาด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ส่วนไต้หวันเปี่ยมด้วยพลังความสดใสด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปธน.ไล่ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นไต้หวัน - ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือกันอย่างแนบแน่น ควบคู่ไปกับการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีและกลไกการหมุนเวียนทรัพยากรที่สำคัญ